เวลาคือเพื่อนแท้ของนักลงทุนตัวน้อย: ทำไมเริ่มเร็วได้เปรียบ

👁 1 views ❤️ 0 💬 0 ↗️ 0 Share

🌐 This article is written in Thai.

ถ้าให้เลือกระหว่าง "มีเงินลงทุนมากแต่เริ่มช้า" กับ "มีเงินน้อยแต่เริ่มเร็ว" หลายคนเลือกข้อแรกทันที แต่ในโลกของการลงทุนระยะยาว คำตอบไม่ได้ชัดเจนอย่างนั้น เพราะมีทรัพยากรหนึ่งที่เด็กมีมากกว่าผู้ใหญ่ทุกคน และไม่มีใครซื้อคืนได้ นั่นคือ เวลา

ในบทความก่อนๆ ของซีรีส์ เราได้คุยเรื่องดอกเบี้ยทบต้นและกฎ 72 ไปแล้ว บทความนี้จะไม่ลงรายละเอียดสูตร แต่จะชวนดูภาพใหญ่ว่า เมื่อเวลาทำงานร่วมกับการลงทุนสม่ำเสมอ จะเกิดอะไรขึ้น และทำไมพ่อแม่บ้านเรียนจึงควรใช้ "เวลา" ของลูกให้คุ้มที่สุด

พร้อมกันนั้นเราจะพูดถึงข้อควรระวังอย่างซื่อตรง เพราะตัวเลขสวยๆ บนกระดาษไม่ได้แปลว่าชีวิตจริงจะเป็นแบบนั้นเสมอ

เงินที่งอกจากเงิน: ตัวอย่างขนมวันละชิ้น

Investor.gov ของ SEC สหรัฐฯ มีตัวอย่างที่เด็กเข้าใจง่าย ถ้าซื้อขนมแท่งวันละ 1 ดอลลาร์ ทั้งปีจะเป็นเงิน 365 ดอลลาร์ แต่ถ้าเก็บเงินก้อนนั้นไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทน 5% ต่อปี จะเติบโตเป็น 465.84 ดอลลาร์ในเวลา 5 ปี และ 1,577.50 ดอลลาร์ในเวลา 30 ปี นี่คือพลังของ "การทบต้น" ที่เราได้ผลตอบแทนทั้งจากเงินต้นและจากผลตอบแทนที่งอกออกมาก่อนหน้า

สังเกตว่าในตัวอย่างนี้ เงินไม่ได้เพิ่มเลยแม้แต่บาทเดียว สิ่งที่เปลี่ยนมีแค่ "เวลา" จาก 5 ปีเป็น 30 ปี แต่ผลลัพธ์ต่างกันหลายเท่า

สามคน สามจุดเริ่มต้น (ตัวอย่างสมมติ)

สมมติว่ามีสามคนลงทุนเดือนละ 1,000 บาทเท่ากัน ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปีแบบทบต้นรายเดือนเท่ากัน และลงทุนไปจนอายุ 60 ปี ต่างกันแค่อายุที่เริ่ม

  • เริ่มอายุ 15 ปี ลงเงินรวม 540,000 บาท ถึงอายุ 60 จะมีประมาณ 2.03 ล้านบาท
  • เริ่มอายุ 25 ปี ลงเงินรวม 420,000 บาท ถึงอายุ 60 จะมีประมาณ 1.14 ล้านบาท
  • เริ่มอายุ 35 ปี ลงเงินรวม 300,000 บาท ถึงอายุ 60 จะมีประมาณ 0.60 ล้านบาท

คนที่เริ่มอายุ 15 ลงเงินมากกว่าคนเริ่มอายุ 25 อยู่ 120,000 บาท แต่ผลลัพธ์ปลายทางต่างกันเกือบ 900,000 บาท ส่วนต่างเกือบทั้งหมดมาจากสิบปีแรกที่เงินได้ "ทำงาน" นานกว่า

ลงทุนแค่ 10 ปีแรก แล้วหยุด

อีกตัวอย่างสมมติที่น่าสนใจ ถ้าวัยรุ่นคนหนึ่งลงทุนเดือนละ 1,000 บาทเฉพาะช่วงอายุ 15–25 ปี (รวม 120,000 บาท) แล้วหยุดลงเงินเพิ่ม ปล่อยให้เงินเติบโตที่ 5% ต่อปีไปจนอายุ 60 จะมีประมาณ 890,000 บาท ขณะที่คนที่เริ่มอายุ 25 และลงเงินทุกเดือนจนอายุ 60 (รวม 420,000 บาท) มีประมาณ 1.14 ล้านบาท แปลว่าเงินที่ลงเพียงสิบปีตอนเป็นวัยรุ่น พาไปได้ใกล้เคียงกับการลงทุนต่อเนื่อง 35 ปีของอีกคน

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ก็เคยยกตัวอย่างทำนองเดียวกันในบทความเรื่องการเปิดทางให้เยาวชนออมผ่านตลาดทุน ว่าการเริ่มลงทุนเดือนละ 1,000 บาทตั้งแต่อายุ 18 แทนที่จะเป็น 20 ปี ด้วยผลตอบแทนสมมติ 7% ต่อปี จะทำให้มีเงินตอนเกษียณมากขึ้นราว 400,000 บาท หรือประมาณ 16% เพียงเพราะเริ่มเร็วขึ้นสองปี

ครอบครัวลองเปลี่ยนตัวเลขเองได้ที่ เครื่องคำนวณการออมบนเว็บของเรา

ข้อควรระวัง: เวลาเป็นเพื่อน แต่ไม่ใช่เครื่องรับประกัน

  • ผลตอบแทนไม่ได้เรียบเท่ากันทุกปี ตัวเลข 5% หรือ 7% ข้างต้นเป็นค่าสมมติ ในชีวิตจริงบางปีขึ้น บางปีลง และบางช่วงอาจติดลบหลายปีติด
  • ยังไม่รวมค่าธรรมเนียม ภาษี และเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้เงินปลายทางมีอำนาจซื้อน้อยกว่าตัวเลขที่เห็น
  • เวลาช่วยได้ก็ต่อเมื่อเลือกสิ่งที่ลงทุนอย่างรอบคอบ เวลาไม่สามารถเปลี่ยนการลงทุนที่ไม่ดีหรือการหลอกลวงให้กลายเป็นเรื่องดีได้
  • ต้องมีเงินสำรองก่อน ถ้าต้องถอนเงินลงทุนออกมาใช้กลางทางบ่อยๆ พลังของเวลาจะหายไป

ข้อได้เปรียบอื่นของการเริ่มตั้งแต่เด็ก

นอกจากตัวเลขแล้ว การเริ่มเร็วยังให้สิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ ได้แก่ โอกาสทำผิดตอนที่เงินยังน้อย เด็กที่เคยตกใจเพราะมูลค่าเงินลงทุน 500 บาทลดลง จะมีภูมิคุ้มกันมากกว่าผู้ใหญ่ที่เจอครั้งแรกตอนมีเงิน 5 แสน นิสัยจ่ายให้ตัวเองก่อนที่ติดตัวไปตลอด และความอดทนรอคอย ซึ่งเป็นทักษะชีวิตที่ใช้ได้กับทุกเรื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน

ใช้เวลาของลูกให้คุ้มในแบบบ้านเรียน

บ้านเรียนมีข้อได้เปรียบที่พ่อแม่ออกแบบการเรียนรู้เองได้ ลองทำให้การออมและลงทุนเป็น "วิชาต่อเนื่อง" ของบ้าน เช่น เริ่มด้วยจำนวนเงินเล็กที่ลูกทำได้จริงทุกเดือน ตั้งให้เป็นกิจวัตรอัตโนมัติ กันเงินก้อนนี้ไว้ไม่ให้ถูกถอนไปใช้ตามอารมณ์ และนั่งดูความคืบหน้าด้วยกันปีละครั้งในวันเกิดของลูก สิ่งที่สะสมไปพร้อมกับเงินคือความเข้าใจว่าการรอคอยให้ผลอย่างไร

กิจกรรมทำที่บ้าน

  1. ถั่วงอกทบต้น (5–8 ปี) ใช้เมล็ดถั่วหรือลูกปัดแทนเงิน ทุก "ปี" (ทุกวัน) ให้เพิ่มลูกปัด 1 เม็ดต่อทุกๆ 10 เม็ดที่มีอยู่ เด็กจะเห็นว่ากองที่ใหญ่ขึ้นยิ่งโตเร็วขึ้น
  2. แข่งกันสามตัวละคร (9–13 ปี) ให้ลูกวาดกราฟบนกระดาษตาราง เปรียบเทียบตัวละครที่เริ่มอายุ 15, 25 และ 35 จากตัวเลขในบทความนี้ แล้วเขียนหนึ่งประโยคว่าเรียนรู้อะไร
  3. นักทดลองตัวเลข (12–18 ปี) ใช้เครื่องคำนวณบนเว็บเปลี่ยนอายุที่เริ่ม จำนวนเงินต่อเดือน และผลตอบแทนสมมติ หาว่าตัวแปรไหนมีผลมากที่สุด แล้วลองใส่ผลตอบแทนต่ำลงเพื่อดูกรณีไม่ดี
  4. จดหมายถึงตัวเองวัย 30 (ทุกวัย) ให้ลูกเขียนหรือวาดว่าอยากใช้ชีวิตแบบไหนเมื่อโต แล้วเก็บไว้กับสมุดบันทึกการออม เปิดอ่านทุกปีวันเกิด

สรุปสั้นๆ

  • เวลาคือทรัพยากรที่เด็กมีมากกว่าผู้ใหญ่ และเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการทบต้น
  • ตัวอย่างสมมติ: เริ่มอายุ 15 เทียบ 25 ลงเงินต่างกัน 120,000 บาท แต่ปลายทางต่างกันเกือบ 900,000 บาท
  • ตัวเลขเป็นค่าสมมติ ผลตอบแทนจริงขึ้นลง และยังไม่หักค่าธรรมเนียม ภาษี เงินเฟ้อ
  • เวลาช่วยได้เมื่อเลือกลงทุนอย่างรอบคอบและมีเงินสำรองก่อน
  • การเริ่มเร็วยังให้โอกาสเรียนรู้จากความผิดพลาดตอนที่เงินยังน้อย

แหล่งอ้างอิง

  1. Small Savings Add Up to Big Money — Investor.gov (U.S. SEC)
  2. ถึงเวลาเปิดทางให้เยาวชน ออมผ่านตลาดทุน — สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

บทความนี้จัดทำเพื่อการเรียนรู้ของครอบครัว ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุนเฉพาะบุคคล ข้อมูลและกฎเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

Was this article helpful?

Comments 0

← See all: Articles

Read more

Related

ArticlesInvesting

ทองคำ ที่ดิน และสินทรัพย์อื่นๆ: เล่าให้เด็กฟังแบบเข้าใจง่าย

นอกจากหุ้น พันธบัตร และกองทุน ยังมีทองคำ ที่ดิน และสินทรัพย์อื่นๆ มาดูว่าแต่ละอย่างสร้างผลตอบแทนอย่างไร มีต้นทุนและความเสี่ยงอะไรที่เด็กควรรู้

ArticlesInvesting

กอช. (กองทุนการออมแห่งชาติ): ทางเลือกออมระยะยาวสำหรับวัยรุ่น

กอช. เปิดให้คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปที่ไม่อยู่ในระบบสวัสดิการอื่นออมเพื่อบำนาญ วัยรุ่นอายุ 15–30 ปีได้เงินสมทบจากรัฐ 50% ดูเงื่อนไขและข้อควรรู้ก่อนสมัคร

ArticlesInvesting

เด็กและวัยรุ่นลงทุนได้ไหมในประเทศไทย: เรื่องผู้เยาว์ที่พ่อแม่ต้องรู้

กฎหมายไทยถือว่าอายุต่ำกว่า 20 ปีเป็นผู้เยาว์ การทำนิติกรรมรวมถึงเปิดบัญชีลงทุนจึงต้องมีความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม ดูหลักกฎหมายและทางเลือกของครอบครัว