คุยเรื่องเงินกับลูกอย่างไรให้เป็นเรื่องสนุก ไม่ใช่เรื่องเครียด
👁 1 views ❤️ 0 💬 0 ↗️ 0 Share
พ่อแม่หลายคนเติบโตมาในบ้านที่ “ไม่คุยเรื่องเงินต่อหน้าเด็ก” เงินเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เป็นเรื่องเครียด หรือเป็นเรื่องที่พูดแล้วทะเลาะกัน พอถึงรุ่นเราเป็นพ่อแม่ ก็เลยไม่รู้จะเริ่มคุยกับลูกอย่างไร
แต่ข้อมูลจากการประเมินนานาชาติชี้ว่า การคุยเรื่องเงินในบ้านและ ความรู้สึกสนุก กับเรื่องเงินมีความสัมพันธ์กับความรู้ทางการเงินของเด็ก บทความนี้รวบรวมหลักฐานและวิธีทำให้เรื่องเงินเป็นหัวข้อที่ทั้งบ้านอยากคุย
ทำไมความรู้สึกสนุกจึงสำคัญ
ผลการประเมิน PISA 2022 ของ OECD ในนักเรียนอายุ 15 ปี พบว่า
- โดยเฉลี่ยในกลุ่มประเทศ OECD นักเรียน 50% บอกว่าสนุกกับการคุยเรื่องเงิน แต่ 36% รู้สึกว่าเรื่องเงินยังไม่เกี่ยวกับตัวเองตอนนี้
- ความสนุกกับการคุยเรื่องเงินสัมพันธ์กับคะแนนความรู้ทางการเงินที่สูงกว่า แม้คำนึงถึงปัจจัยพื้นฐานของนักเรียนและการเรียนเรื่องการเงินที่บ้านและโรงเรียนแล้ว
- นักเรียน 64% คุยกับพ่อแม่เรื่องการใช้จ่ายของตัวเองทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน และกลุ่มนี้ได้คะแนนสูงกว่ากลุ่มที่ไม่เคยคุยเลยราว 12 คะแนน
OECD จึงแนะนำให้เสริมทัศนคติทางการเงินควบคู่กับความรู้ เพื่อสร้างความสนใจในเรื่องเงิน ผลเหล่านี้เป็นความสัมพันธ์ ไม่ได้พิสูจน์ว่าความสนุกทำให้เก่งขึ้นโดยตรง แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าบรรยากาศในการคุยมีความหมาย
อะไรทำให้พ่อแม่ไม่อยากคุย
ผลสำรวจของ T. Rowe Price ในสหรัฐฯ ปี 2022 (พ่อแม่และลูกอายุ 8–14 ปี 2,138 คู่) พบว่าพ่อแม่ 29% ลังเลมากหรือลังเลอย่างยิ่งที่จะคุยเรื่องเงินกับลูก เมื่อถามพ่อแม่ที่ไม่ค่อยคุยหรือไม่ชอบคุยว่าอะไรเป็นอุปสรรค คำตอบที่พบบ่อยคือ
- ลูกยังเล็กเกินไปที่จะเข้าใจ (35%)
- มีเรื่องอื่นต้องกังวลมากเกินไปในตอนนี้ (30%)
- อายเรื่องสถานะการเงินของตัวเอง (23%)
ในขณะเดียวกัน พ่อแม่ส่วนใหญ่ (61%) ก็รู้สึกด้านบวกเมื่อนึกถึงการคุยเรื่องเงินกับลูก แปลว่าหลายคนอยากคุย แต่ยังไม่รู้วิธี
สำหรับเหตุผล “ลูกยังเล็กเกินไป” เราไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องยาก การคุยว่าทำไมวันนี้เลือกซื้อผลไม้เจ้านี้ หรือทำไมต้องรอก่อนซื้อของเล่น ก็นับเป็นการคุยเรื่องเงินแล้ว เพียงแต่ใช้ภาษาและวิธีที่เหมาะกับวัย (อ่านเพิ่มเติมในบทความ “สอนเรื่องเงินให้เหมาะกับวัย” ที่ หน้ารวมบทความ)
เปลี่ยนคำสั่งเป็นคำถาม เปลี่ยนคำห้ามเป็นเหตุผล
ธนาคารแห่งประเทศไทยเสนอแนวทาง “การให้เหตุผลแทนการสั่งห้าม” เพราะช่วยให้เด็กเข้าใจและเรียนรู้อย่างยั่งยืนมากกว่าการจำคำสั่ง ตัวอย่างจากบทความของแบงก์ชาติ เช่น
- แทนที่จะพูดว่า “วันนี้ห้ามซื้อขนมเพิ่ม” ลองอธิบายว่ากินมากกว่านี้อาจไม่ดีต่อสุขภาพ และเงินค่าขนมก็มีจำกัด
- ชวนลูกสำรวจความรู้สึก เช่น “ตอนนี้หนูรู้สึกยังไง อยากได้จริงไหม หรือเพราะเพื่อนมี”
- ชวนคิดต่อ เช่น “ถ้าซื้ออันนี้ เงินที่เหลือจะเอาไปทำอะไรได้อีกบ้าง คุ้มค่ากับเงินที่จะเสียไปไหม”
คำถามแบบนี้ทำให้ลูกเป็น “ผู้คิด” ไม่ใช่ “ผู้ถูกสั่ง” และบทสนทนาก็เบาลงทันที
ใช้เกมและเรื่องเล่าเป็นประตู
แบงก์ชาติใช้บอร์ดเกมเป็นห้องเรียนการเงินในกิจกรรม “สอนหนู…รู้เรื่องเงิน” สำหรับเด็ก 10–12 ปี โดยให้เด็กได้ลองหารายได้ ใช้จ่าย ออม ลงทุน และจัดการหนี้ในเกม ส่วน CFPB ก็แนะนำให้พ่อแม่
- เล่นบอร์ดเกมที่เกี่ยวกับการเงิน อาชีพ และการตัดสินใจในชีวิต
- คุยกับลูกเรื่องเกมออนไลน์ที่เขาเล่น ถามว่าได้แต้มมาอย่างไร และตัดสินใจใช้แต้มอย่างไร
- อ่านนิทานด้วยกันแล้วถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องเงินในเรื่อง
เกมที่ลูกเล่นอยู่แล้วจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก เพราะเป็นเรื่องที่เขาสนใจอยู่แล้ว
เล่าเรื่องเงินของครอบครัวแค่ไหนดี
คำถามที่พ่อแม่หลายคนกังวลคือ ควรบอกลูกเรื่องรายได้ หนี้ หรือปัญหาเงินของบ้านหรือไม่ ผลสำรวจของ T. Rowe Price พบว่าเด็กราว 3 ใน 4 รู้สึกว่าพ่อแม่ดูกังวลเรื่องเงิน ทั้งบ่อยมากและบางครั้ง แปลว่าแม้เราไม่พูด ลูกก็รับรู้บรรยากาศอยู่แล้ว
บ้านเรียนโปรเกรสแนะนำหลักง่ายๆ ว่า ซื่อสัตย์ แต่ไม่โยนภาระ
- เด็กเล็ก: บอกเป็นการเลือก เช่น “เดือนนี้เราเก็บเงินไว้ซ่อมรถก่อน ของเล่นรอเดือนหน้านะ” ไม่ต้องลงรายละเอียดตัวเลข
- เด็กโต: ให้เห็นภาพรวมบางส่วน เช่น ค่าไฟต่อเดือน หรือค่าใช้จ่ายทริปครอบครัว เพื่อให้เข้าใจว่าเงินในบ้านถูกแบ่งอย่างไร
- วัยรุ่น: ชวนร่วมวางแผนบางเรื่องจริงๆ เช่น งบเที่ยวหรืองบซื้อของใช้ในบ้าน
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการทะเลาะเรื่องเงินต่อหน้าลูก หรือทำให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของปัญหาการเงินในบ้าน ถ้าช่วงไหนครอบครัวลำบากจริง การบอกลูกด้วยน้ำเสียงสงบว่า “ตอนนี้เรากำลังวางแผนกันอยู่” ช่วยให้ลูกรู้สึกปลอดภัย และได้เห็นตัวอย่างการรับมือกับปัญหาไปพร้อมกัน
เลือกจังหวะที่ใช่
บทสนทนาที่ดีที่สุดมักเกิดตอนทำอย่างอื่นไปด้วย เช่น ระหว่างนั่งรถ ทำกับข้าว หรือเดินตลาด มากกว่าการเรียกมานั่งคุยจริงจัง และควรจบก่อนที่ลูกจะเบื่อ สั้นแต่บ่อยได้ผลกว่ายาวแต่นานๆ ครั้ง
กิจกรรมทำที่บ้าน
1. คำถามบนโต๊ะอาหาร (6 ปีขึ้นไป)
- เขียนคำถามสนุกๆ ใส่โหล เช่น “ถ้ามีเงิน 100 บาทต้องใช้ให้หมดในวันเดียว จะใช้อย่างไร” หรือ “ของอะไรที่ซื้อแล้วคุ้มที่สุดในชีวิต”
- สัปดาห์ละ 2–3 วัน ให้คนในบ้านผลัดกันจับและตอบ รวมถึงพ่อแม่ด้วย
- ไม่มีคำตอบถูกผิด ฟังเหตุผลของกันและกัน
2. นักสืบราคา (5–9 ปี)
- ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต ให้ลูกหาของชิ้นหนึ่งที่มีหลายยี่ห้อ
- ทายว่ายี่ห้อไหนถูกที่สุด แล้วไปหาป้ายราคายืนยัน
- ให้แต้มนักสืบ และคุยว่าถูกที่สุดคือดีที่สุดเสมอไหม
3. คืนบอร์ดเกม (8 ปีขึ้นไป)
- เลือกเกมที่มีการใช้เงินหรือทรัพยากร
- หลังเล่นจบ ถาม 2 คำถาม: “การตัดสินใจไหนดีที่สุด” และ “ถ้าเป็นชีวิตจริงจะเหมือนหรือต่างอย่างไร”
4. ถามเรื่องแต้มในเกม (8 ปีขึ้นไป)
ให้ลูกเล่าว่าในเกมที่เล่นอยู่ มีเหรียญหรือแต้มอะไรบ้าง ได้มาอย่างไร และใช้ไปกับอะไร แล้วเชื่อมกับเงินจริงแบบเบาๆ
สรุปสั้นๆ
- PISA 2022 พบว่าความสนุกกับการคุยเรื่องเงินและการคุยกับพ่อแม่สม่ำเสมอ สัมพันธ์กับความรู้ทางการเงินที่ดีกว่า
- อุปสรรคที่พบบ่อยคือคิดว่าลูกยังเล็ก ไม่มีเวลา หรืออายเรื่องการเงินตัวเอง
- เปลี่ยนคำห้ามเป็นเหตุผล และเปลี่ยนคำสั่งเป็นคำถาม
- ใช้เกม นิทาน และชีวิตประจำวันเป็นประตูสู่บทสนทนา
แหล่งอ้างอิง
- PISA 2022 Results (Volume IV): How Financially Smart Are Students? — OECD (2024)
- 14th Annual Parents, Kids & Money Survey – Detailed Results (2022) — T. Rowe Price
- เข้าใจเงิน เข้าใจเรา เข้าใจลูก เทรนพ่อแม่ให้เป็นโค้ชการเงินประจำบ้าน — ธนาคารแห่งประเทศไทย (วารสารพระสยาม)
- “สอนหนู…รู้เรื่องเงิน” เปลี่ยนบอร์ดเกมให้เป็นห้องเรียนการเงินแสนสนุก — ธนาคารแห่งประเทศไทย (วารสารพระสยาม)
- Money as You Grow: For your child during middle childhood (parent handout) — Consumer Financial Protection Bureau (CFPB)
บทความนี้จัดทำเพื่อการเรียนรู้ของครอบครัว ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุนเฉพาะบุคคล ข้อมูลและกฎเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
Was this article helpful?
Comments 0
Log in or join the community for free to comment