โฆษณาและการตลาด: ทำไมเราถึงอยากซื้อของที่ไม่จำเป็น
👁 1 次 ❤️ 0 💬 0 ↗️ 0 分享
เคยสังเกตไหมว่าลูกไม่เคยรู้จักของเล่นชิ้นหนึ่งมาก่อน แต่หลังดูคลิปแกะกล่องไม่กี่นาทีก็ขอให้ซื้อทันที หรือตัวเราเองที่ไม่ได้ตั้งใจจะซื้ออะไรเลย แต่พอเห็นป้าย "ลดเฉพาะวันนี้" ในแอปก็กดใส่ตะกร้าไปแล้วสามชิ้น นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นผลงานของคนที่ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์มาอย่างละเอียด
การตลาดไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย มันช่วยให้เรารู้จักสินค้าใหม่ๆ และช่วยให้ธุรกิจเล็กๆ (รวมถึงร้านของลูกเราเอง) เติบโต แต่ถ้าลูกไม่รู้ทันกลไก ลูกจะซื้อเพราะ "ถูกทำให้อยาก" มากกว่าเพราะ "จำเป็นหรือต้องการจริง" บทความนี้จะอธิบายว่าทำไมเด็กจึงเสี่ยงกว่าผู้ใหญ่ โฆษณายุคใหม่หน้าตาเป็นอย่างไร และจะฝึกลูกเป็น "นักสืบโฆษณา" ได้อย่างไร
ทำไมเด็กจึงอ่อนไหวต่อโฆษณามากกว่าผู้ใหญ่
สถาบันกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (American Academy of Pediatrics หรือ AAP) ออกแนวปฏิบัติเรื่องโฆษณาดิจิทัลกับเด็กในปี 2563 ชี้ว่าเด็กอ่อนไหวต่อพลังการโน้มน้าวของโฆษณาเป็นพิเศษ เพราะทักษะการคิดวิเคราะห์และการยับยั้งชั่งใจยังพัฒนาไม่เต็มที่ AAP จึงเสนอให้ผู้ออกกฎหมาย ห้ามโฆษณาเชิงพาณิชย์ทั้งหมดที่มุ่งเป้าเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี และจำกัดโฆษณาที่มุ่งเป้าเด็กโต
AAP ยังอ้างข้อมูลว่าแอปที่ออกแบบสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีจำนวนมาก (ราว 96% ในการศึกษาที่อ้างถึง) มีเนื้อหาเชิงพาณิชย์ รวมถึงโฆษณาที่แฝงมาจนเด็กแยกไม่ออก และตัวละครในเกมบางเกมก็ชวนให้เด็กซื้อของในแอป
สำหรับพ่อแม่ นี่หมายความว่าเราไม่ควรคาดหวังให้ลูกเล็ก "รู้ทันเอง" แต่ต้องทั้งลดการเจอโฆษณาและค่อยๆ สอนลูกให้มองเห็นมันตามวัย
เทคนิคการตลาดที่ทำให้เรา "อยาก"
ชวนลูกรู้จักเทคนิคที่พบบ่อย เมื่อเรียกชื่อมันได้ มันจะมีพลังน้อยลง
- ความขาดแคลนและเวลาจำกัด: "เหลือ 3 ชิ้นสุดท้าย" "ลดราคาอีก 2 ชั่วโมง" ทำให้รีบตัดสินใจ
- ทุกคนมีแล้ว: รีวิว ยอดขาย หรือภาพคนจำนวนมากใช้สินค้า ทำให้รู้สึกว่าตัวเองตกเทรนด์
- ใช้ตัวละครหรือคนที่เราชอบ: ตัวการ์ตูน นักกีฬา หรือยูทูบเบอร์คนโปรด ทำให้เราไว้ใจสินค้าโดยไม่ได้ดูตัวสินค้าจริง
- ของแถมและส่งฟรีเมื่อซื้อครบ: ทำให้ซื้อเพิ่มเพื่อไม่ให้ "เสียสิทธิ์"
- ราคาที่ดูถูกกว่าความจริง: 99 บาทแทน 100 บาท หรือขีดฆ่าราคาเดิมที่อาจไม่เคยขายจริง
- ความรู้สึกมากกว่าข้อมูล: เพลง ภาพ ความสุข ความสนุก โดยแทบไม่บอกว่าสินค้าทำอะไรได้
โฆษณายุคใหม่แนบเนียนกว่าเดิม
AAP ระบุว่าเด็กและวัยรุ่นวันนี้เจอโฆษณารูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนโฆษณาทีวีสมัยก่อน เช่น เนื้อหาที่ได้รับการสนับสนุน (sponsored content) อินฟลูเอนเซอร์ การเก็บข้อมูลเพื่อยิงโฆษณาเฉพาะบุคคล และ การออกแบบที่ชักจูงให้ใช้งานหรือซื้อ AAP จึงเสนอให้มีการติดป้ายเนื้อหาที่ได้รับการสนับสนุนอย่างชัดเจน
ปัญหาคือเด็กมักแยกไม่ออกว่าคลิปของยูทูบเบอร์คนโปรดเป็น "ความเห็นจริง" หรือ "งานที่ได้รับค่าจ้าง" สอนลูกให้มองหาคำอย่าง "ได้รับการสนับสนุน" "โฆษณา" "#ad" หรือ "ขอบคุณสปอนเซอร์" และตั้งคำถามว่า "ถ้าเขาไม่ได้เงิน เขาจะยังพูดแบบนี้ไหม"
ฝึกลูกเป็นนักสืบโฆษณา
ทุกครั้งที่เจอโฆษณาด้วยกัน ลองชวนลูกตอบคำถาม 5 ข้อนี้
- ใครจ่ายเงินทำโฆษณานี้
- เขาอยากให้เราทำอะไร ซื้อ ดาวน์โหลด หรือกดติดตาม
- เขาใช้เทคนิคอะไร เวลาจำกัด ตัวละครที่ชอบ หรือ "ทุกคนมีแล้ว"
- เขาไม่ได้บอกอะไรเรา ราคาเต็ม ข้อเสีย หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
- เราจำเป็นหรือแค่อยาก และถ้ารอไปก่อนจะเป็นอย่างไร
ธนาคารแห่งประเทศไทยแนะนำไว้ในเนื้อหา "สตางค์ Story" ว่าก่อนใช้เงินให้คิดว่าจำเป็นจริงหรือแค่อยากได้ และหลีกเลี่ยงการซื้อแบบดึงใจตามโปรโมชัน โดยใช้วิธี ใส่ตะกร้าไว้ก่อนแล้วรอ 2–3 วัน ค่อยกลับมาดูว่ายังอยากได้อยู่ไหม รวมถึงเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ เคล็ดลับนี้ใช้ได้ทั้งกับพ่อแม่และลูก
เมื่อลูกขอซื้อของตามโฆษณา พ่อแม่ตอบอย่างไรดี
การตอบว่า "ไม่" ทันทีอาจจบเรื่องได้เร็ว แต่ลูกไม่ได้เรียนรู้อะไร และมักจะขอซ้ำจนกลายเป็นการต่อรองที่เหนื่อยทั้งสองฝ่าย ลองใช้ขั้นตอนนี้แทน
- รับรู้ความรู้สึก: "ดูสนุกจริงๆ นะ แม่เข้าใจว่าทำไมอยากได้"
- ชวนสืบ: "ลองดูซิว่าโฆษณานี้ใช้เทคนิคอะไรกับเรา"
- แปลงเป็นเงินและเวลา: "ราคานี้เท่ากับค่าขนมกี่สัปดาห์ของลูก"
- ใส่ในรายการรอ: จดไว้ในสมุด "ของที่อยากได้" พร้อมวันที่ แล้วกลับมาดูอีกครั้งหลังผ่านไปสักระยะ
- ให้ลูกตัดสินใจด้วยเงินตัวเอง: ถ้ายังอยากได้และเก็บเงินได้ครบ ก็ให้ซื้อ แม้เราจะคิดว่าไม่คุ้ม เพราะการซื้อแล้วผิดหวังเองเป็นบทเรียนที่ลึกกว่าคำเตือนของพ่อแม่
บ่อยครั้งเมื่อผ่านไปไม่กี่วัน ลูกจะขีดฆ่าบางรายการในสมุดออกเอง เพราะความอยากที่เกิดจากโฆษณาจางลงแล้ว ช่วงเวลานั้นเป็นโอกาสทองที่จะชวนลูกคุยว่า "จำได้ไหมว่าตอนนั้นอยากได้เพราะอะไร"
กิจกรรมทำที่บ้าน
ล่าโฆษณา (5–8 ปี)
- ระหว่างดูคลิปหรือเดินห้าง ให้ลูกตะโกน "โฆษณา!" ทุกครั้งที่เห็น
- นับด้วยกันว่าวันนั้นเจอกี่ครั้ง
- ถามลูกง่ายๆ ว่า "เขาอยากให้เราทำอะไร"
นักสืบ 5 คำถาม (9–12 ปี)
- เลือกโฆษณา 3 ชิ้นจากทีวี คลิป หรือเกม
- ให้ลูกตอบคำถามนักสืบทั้ง 5 ข้อลงกระดาษ
- ให้คะแนนว่าโฆษณาไหน "ซื่อสัตย์" ที่สุดและ "เนียน" ที่สุด พร้อมเหตุผล
สลับบทเป็นนักการตลาด (13–18 ปี)
- ให้วัยรุ่นออกแบบโฆษณาสินค้าสมมติ โดยใช้เทคนิคอย่างน้อย 3 แบบจากรายการข้างบน
- นำเสนอให้ครอบครัวฟัง แล้วให้คนในบ้านชี้ว่าใช้เทคนิคอะไร
- คุยกันว่าโฆษณาแบบไหนที่ขายของได้โดยยังซื่อสัตย์กับลูกค้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์เมื่อลูกเปิดร้านของตัวเอง
สรุปสั้นๆ
- เด็กอ่อนไหวต่อโฆษณามากกว่าผู้ใหญ่ AAP ถึงขั้นเสนอให้ห้ามโฆษณาที่มุ่งเป้าเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี
- โฆษณายุคใหม่แฝงมาในรูปอินฟลูเอนเซอร์ เนื้อหาที่ได้รับการสนับสนุน และเกม
- เรียกชื่อเทคนิคการตลาดได้ พลังของมันจะลดลง
- ใช้คำถามนักสืบ 5 ข้อ และกฎใส่ตะกร้าแล้วรอ 2–3 วัน ก่อนตัดสินใจซื้อ
แหล่งอ้างอิง
- American Academy of Pediatrics Provides Guidance on Digital Advertising and Children — HealthyChildren.org (American Academy of Pediatrics)
- "สตางค์ Story" แบงก์ชาติใส่ใจการให้ความรู้ทางการเงิน — ธนาคารแห่งประเทศไทย
บทความนี้จัดทำเพื่อการเรียนรู้ของครอบครัว ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุนเฉพาะบุคคล ข้อมูลและกฎเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
这篇文章对你有帮助吗?