ออมก่อนใช้ (Pay Yourself First): นิสัยที่ควรติดตัวตั้งแต่เด็ก

👁 1 次 ❤️ 0 💬 0 ↗️ 0 分享

🌐 本文以泰文撰写。

ผู้ใหญ่หลายคนตั้งใจว่า "สิ้นเดือนเหลือเท่าไรจะเก็บไว้" แต่พอถึงสิ้นเดือนจริงๆ มักไม่เหลืออะไรให้เก็บ ไม่ใช่เพราะไม่มีวินัย แต่เพราะลำดับผิด เมื่อเราใช้ก่อนแล้วค่อยออม เงินออมจะกลายเป็น "เศษที่เหลือ" ซึ่งมักจะไม่เหลือ

หลัก ออมก่อนใช้ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Pay Yourself First คือการกลับลำดับใหม่ ทันทีที่ได้เงินมา ให้แบ่งส่วนออมออกไปก่อน แล้วจึงใช้จ่ายจากส่วนที่เหลือ ฟังดูง่ายมาก และนั่นคือจุดแข็งของมัน เพราะเด็กตัวเล็กๆ ก็ทำได้ และถ้าทำจนเป็นนิสัยตั้งแต่เด็ก ก็จะติดตัวไปจนโต

ออมก่อนใช้คืออะไร

ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายว่า การออมคือการแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งเก็บสะสมไว้ และแนะนำสูตรจัดการเงินว่า

รายได้ − เงินออม = รายจ่าย

เทียบกับสูตรที่คนส่วนใหญ่ใช้โดยไม่รู้ตัว คือ "รายได้ − รายจ่าย = เงินออม" ความต่างอยู่ที่ว่า อะไรถูกหักก่อน สูตรแรกทำให้เงินออมเป็นรายการบังคับ ส่วนสูตรหลังทำให้เงินออมเป็นของเหลือ

ธปท. ยังแนะนำว่าผู้ใหญ่อาจออมประมาณ 1 ใน 4 ของรายได้ต่อเดือน โดยปรับได้ตามภาระหนี้ สถานการณ์ และเป้าหมายของแต่ละคน สำหรับเด็ก ตัวเลขไม่สำคัญเท่ากับ ความสม่ำเสมอ

ทำไมออมก่อนใช้จึงได้ผล

1. ไม่ต้องพึ่งแรงใจทุกวัน

การตัดสินใจออมครั้งเดียวตอนได้เงิน ง่ายกว่าการต้านทานความอยากซื้อของทุกวันตลอดเดือน เมื่อเงินออมถูกแยกไปแล้ว เงินที่เหลือคือเงินที่ใช้ได้อย่างสบายใจ

2. ทำให้เป็นอัตโนมัติได้

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) กล่าวถึงหลัก Pay Yourself First ว่าหลายคนพบว่าทำได้ง่ายขึ้นถ้าให้ธนาคารหักเงินจากเงินเดือนไปเข้าบัญชีออมหรือบัญชีลงทุนโดยอัตโนมัติ ผู้ใหญ่ในไทยก็ทำได้ในลักษณะเดียวกัน เช่น ตั้งโอนเงินอัตโนมัติไปบัญชีออมทุกวันเงินเดือนออก (ตรวจสอบบริการกับธนาคารของท่าน)

3. ปรับตัวใช้จ่ายตามเงินที่เหลือ

คนเรามักปรับการใช้จ่ายให้พอดีกับเงินที่เห็นอยู่ตรงหน้า ถ้าเงินออมถูกแยกออกไปตั้งแต่แรก เราก็จะใช้ชีวิตด้วยเงินที่เหลือได้โดยไม่รู้สึกขาดมากนัก

4. เวลาทำงานให้เงินออม

ธปท. แนะนำให้เริ่มออมตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยทบต้น ยิ่งเริ่มเร็ว เงินยิ่งมีเวลาเติบโต แต่ต้องไม่ลืมว่าเงินเฟ้อทำให้เงินที่เก็บไว้เฉยๆ ซื้อของได้น้อยลง ธปท. จึงชวนให้คิดถึงดอกเบี้ยที่แท้จริง คือดอกเบี้ยที่ได้หักด้วยอัตราเงินเฟ้อ

ฝึกนิสัยออมก่อนใช้ตามวัย

  • 3–6 ปี: ทุกครั้งที่ได้เหรียญ ให้หยอดกระปุกออมหนึ่งเหรียญก่อน แล้วที่เหลือจึงใช้ได้ พูดซ้ำเป็นคาถาว่า "ออมก่อน ใช้ทีหลัง"
  • 7–10 ปี: กำหนดสัดส่วนเป็นเปอร์เซ็นต์ง่ายๆ ให้ลูกคำนวณเองว่าต้องออมกี่บาท และให้แบ่งทันทีที่ได้ค่าขนม
  • 11–14 ปี: ใช้บัญชีเงินฝากของลูก ให้ลูกนำเงินออมไปฝากเองตามรอบที่ตกลง และดูสมุดบัญชีเติบโต
  • 15 ปีขึ้นไป: เมื่อมีรายได้จากงานพิเศษ ให้ตั้งการออมอัตโนมัติ และเริ่มแยกเงินออมตามเป้าหมาย เช่น เงินสำรองฉุกเฉิน เป้าหมายระยะกลาง และเป้าหมายระยะยาว

พ่อแม่ช่วยได้อย่างไร

วิธีที่ได้ผลดีคือ ทำให้ลูกเห็น ลองเล่าให้ลูกฟังว่าเมื่อเงินเดือนเข้า พ่อแม่แบ่งเงินออมก่อนอย่างไร เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่พ่อแม่ทำมากกว่าสิ่งที่พ่อแม่พูด บางครอบครัวใช้วิธี "สมทบ" เช่น ลูกออมได้ 10 บาท พ่อแม่เติมให้อีก 2 บาท เพื่อให้เห็นว่าการออมได้รางวัล

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ตั้งสัดส่วนสูงเกินไปตั้งแต่แรก ลูกรู้สึกว่าเหลือเงินใช้น้อยจนท้อ แล้วเลิกออมไปเลย เริ่มจากสัดส่วนที่ทำได้จริงแล้วค่อยเพิ่มดีกว่า
  • ออมก่อนแต่หยิบกลับมาใช้บ่อย เงินออมควรเก็บแยกในที่ที่หยิบยากกว่าเงินใช้ และมีกติกาชัดเจนว่าใช้ได้เมื่อไร
  • ไม่มีเป้าหมาย การออมโดยไม่รู้ว่าออมไปทำไมทำให้หมดแรงจูงใจเร็ว ให้ลูกตั้งเป้าหมายที่มองเห็นได้เสมอ
  • พ่อแม่เติมเงินให้ทุกครั้งที่ใช้หมด ลูกจะเรียนรู้ว่าไม่จำเป็นต้องวางแผน เพราะมีคนช่วยเสมอ

ตัวอย่าง: สองพี่น้อง สองวิธี

สมมติว่า พี่น้องสองคนได้ค่าขนมสัปดาห์ละ 150 บาทเท่ากัน พี่ใช้วิธี "เหลือแล้วค่อยออม" ส่วนใหญ่เหลือ 0–10 บาทต่อสัปดาห์ ส่วนน้องใช้วิธี "ออมก่อนใช้" แยก 30 บาทไว้ทุกครั้งที่ได้เงิน ผ่านไป 52 สัปดาห์ น้องจะมีเงินออม 30 × 52 = 1,560 บาท (ยังไม่รวมดอกเบี้ย) ส่วนพี่อาจมีเพียงไม่กี่ร้อยบาท ทั้งที่ได้เงินเท่ากันทุกสัปดาห์ ความต่างเกิดจากลำดับเพียงอย่างเดียว

กิจกรรมทำที่บ้าน

1. คาถาเหรียญแรก (อายุ 3–6 ปี)

  1. วางกระปุกออมไว้ในที่ที่ลูกเห็นได้ง่าย เช่น ข้างประตูห้อง
  2. ตกลงกันว่าเงินที่ได้มาทุกครั้ง เหรียญแรกต้องลงกระปุกออม
  3. ชมเชยทุกครั้งที่ลูกทำได้เองโดยไม่ต้องเตือน และนับเงินด้วยกันทุกสิ้นเดือน

2. วันเงินเดือนของลูก (อายุ 7–12 ปี)

  1. จ่ายค่าขนมเป็นรอบ เช่น รายสัปดาห์ แล้วเรียกว่า "วันเงินเดือน"
  2. ในวันนั้น ให้ลูกทำ "สลิปเงินเดือน" ของตัวเอง เขียนรายได้ หักเงินออมก่อน แล้วเหลือเงินใช้เท่าไร
  3. ให้ลูกแยกเงินออมออกจากเงินใช้จริงทันที ก่อนจะออกไปใช้เงินใดๆ

3. ออมอัตโนมัติของวัยรุ่น (อายุ 13 ปีขึ้นไป)

  1. ถ้าลูกมีบัญชีธนาคารและรายได้ประจำ คุยกับธนาคารเรื่องบริการโอนอัตโนมัติไปยังบัญชีออมแยก
  2. ให้วัยรุ่นตั้งสัดส่วนเอง และทบทวนร่วมกันทุก 3 เดือน
  3. ใช้ เครื่องคำนวณการออมบนเว็บของเรา ดูว่าถ้าออมต่อเนื่องแบบนี้ไปหลายปี เงินจะสะสมได้เท่าไร

สรุปสั้นๆ

  • ออมก่อนใช้คือการแยกเงินออมทันทีที่ได้รับ แล้วใช้จ่ายจากส่วนที่เหลือ
  • สูตรที่ ธปท. แนะนำคือ รายได้ − เงินออม = รายจ่าย
  • การทำให้เป็นอัตโนมัติช่วยให้ออมได้สม่ำเสมอโดยไม่ต้องพึ่งแรงใจทุกวัน
  • สำหรับเด็ก ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าจำนวนเงิน และพ่อแม่คือตัวอย่างที่ดีที่สุด

แหล่งอ้างอิง

  1. การออม — ธนาคารแห่งประเทศไทย
  2. Spending Smart (Project C.H.A.N.G.E.) — U.S. Securities and Exchange Commission
  3. Young children and saving — Consumer Financial Protection Bureau (CFPB)

บทความนี้จัดทำเพื่อการเรียนรู้ของครอบครัว ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุนเฉพาะบุคคล ข้อมูลและกฎเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

这篇文章对你有帮助吗?

评论 0

← 查看全部: 文章

阅读全文

相关内容

文章储蓄

ชาเลนจ์ออมเงิน 52 สัปดาห์สำหรับทั้งครอบครัว

ออมเพิ่มขึ้นทีละนิดทุกสัปดาห์ ครบปีได้เงินก้อนที่น่าภูมิใจ ชวนทั้งบ้านทำชาเลนจ์ 52 สัปดาห์ พร้อมสูตรปรับตามวัยและวิธีไม่ให้เลิกกลางทาง

文章储蓄

เงินสำรองฉุกเฉิน: ทำไมเด็กก็ควรมี

ขวดน้ำหาย ยางจักรยานแตก ลืมซื้อของขวัญวันเกิดเพื่อน เรื่องไม่คาดฝันเกิดกับเด็กได้เสมอ สอนลูกสร้าง "กล่องปฐมพยาบาลทางการเงิน" ตั้งแต่วันนี้

文章储蓄

กฎ 72: คิดในใจว่าเงินจะงอกเป็นสองเท่าเมื่อไร

แค่เอา 72 หารด้วยอัตราผลตอบแทน ก็รู้คร่าวๆ ว่าเงินจะโตเป็นสองเท่าในกี่ปี เคล็ดลับคณิตคิดในใจที่ลูกใช้ได้ทั้งเรื่องออมและเรื่องเงินเฟ้อ