พ่อแม่คือต้นแบบ: พฤติกรรมการใช้เงินที่ลูกเลียนแบบโดยไม่รู้ตัว

👁 1 次 ❤️ 0 💬 0 ↗️ 0 分享

🌐 本文以泰文撰写。

ลองนึกภาพลูกวัยห้าขวบเล่นขายของ แล้วพูดกับตุ๊กตาว่า “เดี๋ยวแม่สแกนจ่ายนะ” หรือบ่นว่า “ของแพงจังเลย” ด้วยน้ำเสียงเดียวกับเราเป๊ะ หลายบ้านคงเคยเห็นภาพแบบนี้ และมันบอกเราว่าลูกกำลังเรียนเรื่องเงินจากเราอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะตั้งใจสอนหรือไม่ก็ตาม

CFPB เขียนไว้ตรงๆ ในคู่มือสำหรับพ่อแม่ว่า “คุณกำลังสอนเรื่องเงิน ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม” และ “เด็กอยากเรียนรู้เรื่องเงิน และพวกเขาเรียนโดยดูว่าคุณหาเงิน เก็บเงิน และใช้เงินอย่างไร”

ข่าวดีคือ เราไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญการเงินก็เป็นต้นแบบที่ดีได้ บทความนี้จะพาดูว่างานวิจัยพูดถึงการเลียนแบบไว้อย่างไร และเราจะใช้พลังนี้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร

ทำไมเด็กถึงเลียนแบบเก่งขนาดนี้

รายงานของ ดร.ไวต์เบรด และ ดร.บิงแฮม จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (2013) อธิบายว่าเด็กเล็กเรียนรู้ผ่านการเลียนแบบได้ตั้งแต่อายุน้อยมาก และยังสามารถ เลียนแบบภายหลัง ได้ด้วย คือเห็นวันนี้ แต่ไปทำตามอีกหลายวันต่อมา เพราะเด็กจำภาพเหตุการณ์ไว้ในความทรงจำได้ ผู้เขียนจึงสรุปว่าการที่ผู้ใหญ่ทำให้ดูเป็นวิธีที่ทรงพลังมากในการช่วยให้เด็กเรียนรู้

รายงานยังระบุว่า ในช่วงแรกเด็กจะทำตามกิจกรรมของพ่อแม่โดยยังไม่เข้าใจเหตุผลเบื้องหลัง แต่ค่อยๆ ซึมซับค่านิยม ทัศนคติ และพฤติกรรมเรื่องเงินไปทีละน้อย ความสนุกที่ได้ทำอะไรกับพ่อแม่ เช่น ไปจ่ายตลาดประจำสัปดาห์ หรือได้ทำกิจกรรม “แบบผู้ใหญ่” อย่างไปธนาคาร ก็เป็นแรงจูงใจที่มากพอแล้วสำหรับเด็กเล็ก

บทความของธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องการเป็นโค้ชการเงินประจำบ้านก็อ้างถึงแนวคิดของนักจิตวิทยา Albert Bandura ว่าเด็กเรียนรู้จากการสังเกตผู้ใหญ่ และมองว่า “บ้าน” คือห้องเรียนการเงินแห่งแรกของเด็ก

ผลสำรวจ: พ่อแม่คือแหล่งความรู้อันดับหนึ่ง

ผลสำรวจ Parents, Kids & Money ครั้งที่ 14 ของบริษัท T. Rowe Price ในสหรัฐฯ (สำรวจออนไลน์ ต้นปี 2022 กับพ่อแม่และลูกอายุ 8–14 ปี จำนวน 2,138 คู่) พบว่า

  • เด็ก 75% บอกว่าถ้าอยากได้คำแนะนำเรื่องเงินจะไปถามพ่อแม่ มากกว่าเพื่อน ครู หรือโซเชียลมีเดียมาก
  • พ่อแม่ 59% บอกว่าตัวเองเรียนรู้เรื่องการเงินมาจากพ่อแม่ของตัวเอง แปลว่านิสัยการเงินส่งต่อข้ามรุ่นได้จริง
  • เด็กราว 3 ใน 4 รู้สึกว่าพ่อแม่ดูกังวลเรื่องเงิน (25% ตอบว่าบ่อยมาก และ 49% ตอบว่าบางครั้ง)

ข้อสุดท้ายน่าคิดมาก เพราะแม้เราจะไม่ได้พูดเรื่องเงินกับลูกเลย ลูกก็ยังรับรู้ความรู้สึกของเราต่อเงินอยู่ดี ข้อมูลนี้เป็นของครอบครัวในสหรัฐฯ แต่ก็สะท้อนสิ่งที่พ่อแม่ไทยหลายบ้านคุ้นเคย

พฤติกรรมที่ลูกอาจกำลังเลียนแบบ

ลองสำรวจตัวเองแบบไม่ต้องตำหนิตัวเองว่า เรามีพฤติกรรมเหล่านี้บ่อยแค่ไหน และลูกเห็นอะไรบ้าง

การใช้เงินตามอารมณ์

ซื้อของเพื่อให้หายเครียด หรือกดสั่งของออนไลน์ตอนดึก ลูกอาจเรียนรู้ว่า “เวลารู้สึกไม่ดี ให้ซื้อของ”

เงินที่มองไม่เห็น

ในยุคที่จ่ายเงินด้วยการสแกน เด็กเล็กอาจไม่เห็นว่ามีเงินออกไปจริง การพูดให้ลูกได้ยินว่า “แม่จ่ายไป 120 บาท เงินในบัญชีลดลงแล้ว” ช่วยให้เงินดิจิทัลเป็นของจริงขึ้นในสายตาเขา

วิธีพูดถึงเงิน

ประโยคอย่าง “เราไม่มีเงิน” หรือ “เรื่องเงินเป็นเรื่องของผู้ใหญ่” ให้ความรู้สึกต่างจาก “เราเลือกเก็บเงินไว้เที่ยวทะเล” มาก ประโยคหลังสอนว่าเงินคือการเลือก

ข้อดีที่เรามีอยู่แล้ว

CFPB แนะนำให้พ่อแม่ แบ่งปันจุดแข็งของตัวเอง เช่น ความสามารถในการซื้อของแบบประหยัด การวางแผน การออม การตั้งเป้าหมาย หรือการคิดบวกในช่วงยากลำบาก ทุกบ้านมีจุดแข็งที่ส่งต่อให้ลูกได้

เป็นต้นแบบที่ดีได้โดยไม่ต้องสมบูรณ์แบบ

คู่มือของ CFPB เสนอแนวทางที่ทำได้จริงหลายข้อ เช่น

  • คิดออกเสียง ตอนซื้อของ จ่ายบิล หรือทำธุรกรรม เช่น ทำไมเลือกซื้ออันนี้ อะไรคือของที่อยากได้กับของที่ต้องซื้อ
  • คุยเรื่องค่านิยม ของครอบครัวและบอกว่ามันส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องเงินอย่างไร
  • ทำให้ดูว่าเราหาความรู้อย่างไร เมื่อเราตอบคำถามเรื่องเงินของลูกไม่ได้ หรือเมื่อเรากำลังปรับปรุงการเงินของตัวเอง

ถ้าพ่อและแม่มีนิสัยการเงินต่างกัน เช่น คนหนึ่งชอบประหยัด อีกคนชอบใช้จ่ายเพื่อความสุขของครอบครัว ก็ไม่จำเป็นต้องซ่อนความต่างนี้ การให้ลูกเห็นพ่อแม่คุยกันด้วยเหตุผลและหาข้อตกลงร่วมกัน เป็นบทเรียนเรื่องการตัดสินใจร่วมที่ลูกจะได้ใช้ในอนาคต

ข้อสุดท้ายสำคัญมากสำหรับพ่อแม่ที่รู้สึกว่าตัวเองก็ยังจัดการเงินได้ไม่ดี การที่ลูกเห็นเรา ยอมรับความผิดพลาดและแก้ไข คือบทเรียนที่มีค่ามาก อาจมีค่ามากกว่าการเห็นพ่อแม่ที่ดูไม่เคยพลาดเลยด้วยซ้ำ

กิจกรรมทำที่บ้าน

1. สำรวจกระจกเงา (สำหรับพ่อแม่)

  1. ใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ จดว่าลูกเห็นเราทำอะไรเกี่ยวกับเงินบ้าง
  2. แบ่งเป็นสองช่อง “อยากให้ลูกทำตาม” และ “ไม่อยากให้ลูกทำตาม”
  3. เลือกพฤติกรรมเดียวที่จะปรับก่อน ไม่ต้องเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน

2. ผู้ช่วยนักช้อป (5–10 ปี)

  1. ก่อนไปตลาด ให้ลูกช่วยเขียนรายการของ
  2. ที่ร้าน ให้ลูกช่วยหาราคาและเปรียบเทียบสองยี่ห้อ
  3. พ่อแม่เล่าเหตุผลที่เลือกออกเสียง แม้จะเลือกของแพงกว่าก็บอกเหตุผล

3. เล่าเรื่องพลาดของพ่อแม่ (8 ปีขึ้นไป)

  1. เล่าเรื่องการใช้เงินที่เราเคยเสียดาย ตามความเหมาะสมกับวัย
  2. บอกว่าเราเรียนรู้อะไร และตอนนี้ทำอย่างไรแทน
  3. ถามลูกว่า “ถ้าเป็นหนู จะทำอย่างไร”

4. พูดถึงเงินด้วยภาษาแห่งการเลือก (ทุกวัย)

ฝึกเปลี่ยน “ไม่มีเงิน” เป็น “เดือนนี้เราเลือกใช้เงินกับเรื่องอื่นก่อน” และอธิบายว่าเรื่องอื่นนั้นคืออะไร

สรุปสั้นๆ

  • เด็กเรียนรู้จากการเลียนแบบได้ตั้งแต่เล็ก และเลียนแบบภายหลังได้ด้วย
  • ผลสำรวจในสหรัฐฯ พบว่าเด็ก 75% ถามพ่อแม่ก่อนเมื่ออยากได้คำแนะนำเรื่องเงิน
  • ลูกรับรู้ความรู้สึกของเราต่อเงิน แม้เราไม่ได้พูดออกมา
  • คิดออกเสียง แบ่งปันจุดแข็ง และยอมรับความผิดพลาดให้ลูกเห็น คือวิธีเป็นต้นแบบที่ทำได้ทันที

แหล่งอ้างอิง

  1. Habit Formation and Learning in Young Children (Whitebread & Bingham, 2013) (สำเนาไฟล์รายงานต้นฉบับ) — The Money Advice Service / University of Cambridge
  2. Money as You Grow: For your child during middle childhood (parent handout) — Consumer Financial Protection Bureau (CFPB)
  3. Money milestones for school-age children and preteens — Consumer Financial Protection Bureau (CFPB)
  4. 14th Annual Parents, Kids & Money Survey – Detailed Results (2022) — T. Rowe Price
  5. เข้าใจเงิน เข้าใจเรา เข้าใจลูก เทรนพ่อแม่ให้เป็นโค้ชการเงินประจำบ้าน — ธนาคารแห่งประเทศไทย (วารสารพระสยาม)

บทความนี้จัดทำเพื่อการเรียนรู้ของครอบครัว ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุนเฉพาะบุคคล ข้อมูลและกฎเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

这篇文章对你有帮助吗?

评论 0

← 查看全部: 文章

阅读全文

相关内容

文章写给家长

วางแผนสอนการเงินตลอดปีสำหรับครอบครัวบ้านเรียน

แผนสอนการเงิน 12 เดือนสำหรับครอบครัวบ้านเรียน ผูกกับเทศกาลและชีวิตจริง ครอบคลุมหาเงิน ใช้ ออม ลงทุน จัดการหนี้ และปกป้องตัวเอง

文章写给家长

ปล่อยให้ลูกทำพลาดเรื่องเงินบ้าง: ความผิดพลาดเล็กๆ คือบทเรียนที่คุ้มค่า

ลูกใช้ค่าขนมหมดกับของที่พังในวันเดียว พ่อแม่ควรช่วยไหม งานวิจัยชี้ว่าการเรียนจากประสบการณ์จริงทรงพลังกว่าคำสอน ถ้ามีพ่อแม่เป็นตาข่ายรองรับ

文章写给家长

การทดลองมาร์ชเมลโลว์กับการรู้จักรอคอย: บทเรียนและข้อควรระวังในการตีความ

การทดลองมาร์ชเมลโลว์มักถูกเล่าว่าเด็กที่รอได้จะประสบความสำเร็จ แต่งานวิจัยใหม่ชี้ว่าเรื่องนี้ซับซ้อนกว่านั้น และความไว้ใจในบ้านก็สำคัญ