ค่าขนมควรให้เท่าไร ให้รายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือนดี
👁 1 次 ❤️ 0 💬 0 ↗️ 0 分享
“ค่าขนมลูกควรให้วันละเท่าไร” เป็นคำถามยอดนิยมในกลุ่มพ่อแม่ คำตอบที่ได้มักแตกต่างกันมาก ตั้งแต่วันละ 20 บาทไปจนถึงหลายร้อยบาท เพราะแต่ละบ้านมีรายได้ ค่าครองชีพ และความคาดหวังต่างกัน
บ้านเรียนโปรเกรสเชื่อว่าคำถามที่สำคัญกว่า “เท่าไร” คือ “ค่าขนมนี้มีไว้เพื่ออะไร” ถ้าเราตอบข้อนี้ได้ จำนวนเงินและความถี่ก็จะตามมาเอง บทความนี้จะรวมหลักคิดจากงานวิจัยพัฒนาการเด็กและแนวทางของหน่วยงานด้านการเงิน เพื่อให้ค่าขนมกลายเป็นเครื่องมือสอนเงินที่ได้ผล
ค่าขนมอย่างเดียวไม่ได้สอนอะไร ถ้าไม่มีการพูดคุย
CFPB สรุปงานวิจัยไว้ว่า การให้ค่าขนมเพียงอย่างเดียวไม่ใช่วิธีที่ได้ผลในการสร้างทักษะการเงินของเด็ก ประโยชน์จะเกิดขึ้นเมื่อพ่อแม่ดูแลว่าเงินถูกใช้อย่างไร และสอนเรื่องการวางแผนใช้เงินไปด้วย
คู่มือสำหรับพ่อแม่ของ CFPB แนะนำว่า ถ้าเลือกให้ค่าขนม ให้คุยกับลูกบ่อยๆ ว่า วางแผนจะใช้อย่างไร ใช้ไปจริงอย่างไร และได้เรียนรู้อะไร และให้พ่อแม่ตั้งกติกาหรือความคาดหวังเรื่องการใช้และการออม แล้วเปิดโอกาสให้ลูกตัดสินใจและเรียนรู้จากผลที่ตามมา
ในอีกด้านหนึ่ง รายงานของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Whitebread & Bingham, 2013) ชี้ว่าเด็กเล็กมักมองค่าขนมเป็นสัญลักษณ์ของความรักหรือความพอใจของพ่อแม่ และงานวิจัยที่รายงานอ้างถึงพบว่าเด็กจะเข้าใจความหมายทางการเงินของค่าขนมจริงๆ ในช่วงวัยรุ่นตอนต้น ดังนั้นกับเด็กเล็ก เราต้องช่วยอธิบายให้ชัดว่าเงินนี้มีไว้ทำอะไร
รายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน: ให้ดูว่าลูก “มองอนาคต” ได้ไกลแค่ไหน
รายงานของเคมบริดจ์สรุปงานวิจัยเรื่องความเข้าใจเวลาในอนาคตของเด็กไว้ว่า
- เด็ก 4–5 ขวบยังแยกระยะเวลาในอนาคตได้จำกัดมาก
- เด็ก 7 ขวบยังกะระยะเวลาที่ไกลเกินราวหนึ่งเดือนไม่ค่อยได้
- ราว 8 ขวบ เมื่อท่องชื่อเดือนได้ตามลำดับ จึงเริ่มกะระยะเวลาเป็นเดือนได้สม่ำเสมอขึ้น
จากข้อมูลนี้ บ้านเรียนโปรเกรสแนะนำแนวทางคร่าวๆ ดังนี้ (ปรับได้ตามความพร้อมของลูก)
- วัยอนุบาลถึงราว 6 ขวบ: ให้เป็นรายวันหรือไม่กี่วันครั้ง จำนวนน้อย เพื่อให้เห็นผลเร็ว
- ราว 7–9 ขวบ: ให้รายสัปดาห์ ลูกจะได้ฝึกแบ่งเงินให้พอใช้ทั้งสัปดาห์
- ราว 10–13 ขวบ: ขยับเป็นทุกสองสัปดาห์หรือรายเดือน เมื่อลูกจัดการรายสัปดาห์ได้ดีแล้ว
- วัยรุ่น: รายเดือน และรวมค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ลูกต้องรับผิดชอบเอง เพื่อเตรียมพร้อมกับเงินเดือนในอนาคต
หลักคือ ยิ่งช่วงเวลายาว ลูกยิ่งต้องวางแผนมาก จึงควรค่อยๆ ขยายเมื่อลูกพร้อม ไม่ใช่เริ่มที่รายเดือนตั้งแต่แรก
คิดจำนวนเงินอย่างไรดี
ไม่มีหน่วยงานทางการของไทยกำหนดอัตราค่าขนมมาตรฐาน ข้อมูลจากต่างประเทศ เช่น ผลสำรวจของ T. Rowe Price ในสหรัฐฯ ปี 2022 พบว่าพ่อแม่ 79% ให้ค่าขนมลูก (อายุ 8–14 ปี) แต่ตัวเลขเงินดอลลาร์ของเขาไม่เหมาะจะนำมาเทียบกับค่าครองชีพไทยโดยตรง เราแนะนำให้คิดจาก “หน้าที่ของเงิน” แทน
ขั้นที่ 1: ตกลงว่าค่าขนมครอบคลุมอะไร
สำหรับเด็กบ้านเรียนที่ไม่ต้องซื้ออาหารกลางวันที่โรงเรียน ค่าขนมมักเป็นเงินสำหรับ “ของที่อยากได้” เช่น ขนม ของเล่นเล็กๆ สติกเกอร์ ส่วนของจำเป็นอย่างอาหารและอุปกรณ์การเรียน พ่อแม่ยังจ่ายเหมือนเดิม
ขั้นที่ 2: ดูว่าที่ผ่านมาใช้จ่ายเรื่องเหล่านี้เท่าไร
สมมติว่าในหนึ่งสัปดาห์ พ่อแม่ซื้อขนมและของเล็กๆ ให้ลูกรวมประมาณ 100 บาท ก็อาจเปลี่ยนมาให้ลูกเป็นค่าขนม 100 บาทต่อสัปดาห์ แล้วให้ลูกเป็นคนตัดสินใจเองแทน
ขั้นที่ 3: เผื่อส่วนสำหรับออมและแบ่งปัน
สมมติว่าตกลงกันว่าจะออมอย่างน้อย 20% ของค่าขนม จาก 100 บาทก็ออม 20 บาท ใช้ได้ 80 บาท (วิธีแบ่งเงินเป็นกระปุกต่างๆ อ่านต่อได้ในบทความเรื่องระบบกระปุก 3 ใบที่ หน้ารวมบทความ)
ขั้นที่ 4: ทบทวนเป็นระยะ
ปรับจำนวนเมื่อลูกโตขึ้นหรือรับผิดชอบค่าใช้จ่ายมากขึ้น เช่น ทุกวันเกิด
กติกาเล็กๆ ที่ทำให้ค่าขนมได้ผล
- ให้ตรงเวลา เช่น ทุกเช้าวันจันทร์ ความสม่ำเสมอทำให้ลูกวางแผนได้
- ไม่เติมเงินเมื่อหมดก่อนกำหนด ความรู้สึก “เงินหมดแล้ว” คือบทเรียนที่มีค่า
- ให้อิสระในกรอบที่ตกลงกัน ลูกเลือกเองได้ ยกเว้นสิ่งที่บ้านตกลงว่าไม่อนุญาต
- ชวนคุยสั้นๆ ทุกรอบ ตามแนวทางของ CFPB: วางแผนอย่างไร ใช้จริงอย่างไร ได้เรียนรู้อะไร
บทความของธนาคารแห่งประเทศไทยก็แนะนำให้สร้างนิสัยเล็กๆ ที่ทำซ้ำทุกวัน เช่น ออมเงินทุกครั้งที่ได้ค่าขนม จดบันทึกรายรับรายจ่าย และวางแผนการใช้เงินล่วงหน้า
ถ้าลูกขอเบิกล่วงหน้า
บางครั้งลูกอาจอยากได้ของที่ราคาเกินค่าขนมที่มี แล้วขอเบิกล่วงหน้า สำหรับเด็กเล็ก เราแนะนำให้ปฏิเสธอย่างอ่อนโยนและชวนวางแผนเก็บเงินแทน สำหรับเด็กโตหรือวัยรุ่น อาจใช้เป็นบทเรียนเรื่องการยืม คือตกลงว่าจะหักคืนจากค่าขนมรอบถัดไปอย่างไร ให้ลูกได้สัมผัสความรู้สึกว่า “เงินรอบหน้าถูกใช้ไปแล้ว” ซึ่งเป็นพื้นฐานของความเข้าใจเรื่องหนี้
กิจกรรมทำที่บ้าน
1. ประชุมตกลงค่าขนม (6 ปีขึ้นไป)
- นั่งคุยกับลูกว่าค่าขนมจะครอบคลุมอะไรบ้าง
- ตกลงจำนวน วันที่ให้ และสัดส่วนการออม
- เขียนเป็น “สัญญาค่าขนม” ง่ายๆ ให้ลูกเซ็นชื่อและติดไว้
2. ซองเงินรายวัน (4–6 ปี)
- ใช้ซองหรือกล่องเล็กๆ ใส่ค่าขนมของวันนั้น
- ให้ลูกถือไปเลือกซื้อของเอง และนับเงินที่เหลือกลับมา
3. ตารางรายสัปดาห์ (7–10 ปี)
- ทำตาราง 7 ช่องแทนวันในสัปดาห์
- ให้ลูกวางแผนล่วงหน้าว่าวันไหนจะใช้เท่าไร และจดสิ่งที่ใช้จริง
- สิ้นสัปดาห์เปรียบเทียบแผนกับของจริง
4. งบรายเดือนของวัยรุ่น (13 ปีขึ้นไป)
- รวมค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น ค่าโทรศัพท์หรือค่ากิจกรรม เข้าไปในเงินรายเดือน
- ให้ลูกทำงบประมาณ และทบทวนร่วมกันเดือนละครั้ง
สรุปสั้นๆ
- ค่าขนมอย่างเดียวไม่สร้างทักษะ ต้องมีการพูดคุยและสอนวางแผนควบคู่ไปด้วย
- เลือกความถี่ตามความสามารถของลูกในการมองอนาคต เริ่มจากรายวันแล้วค่อยขยาย
- คิดจำนวนเงินจากหน้าที่ของเงิน ไม่ใช่เทียบกับบ้านอื่น
- ให้ตรงเวลา ไม่เติมเงินก่อนกำหนด และคุยทบทวนทุกรอบ
แหล่งอ้างอิง
- Here's why childhood is an important time to learn about money — Consumer Financial Protection Bureau (CFPB)
- Money as You Grow: For your child during middle childhood (parent handout) — Consumer Financial Protection Bureau (CFPB)
- Habit Formation and Learning in Young Children (Whitebread & Bingham, 2013) (สำเนาไฟล์รายงานต้นฉบับ) — The Money Advice Service / University of Cambridge
- 14th Annual Parents, Kids & Money Survey – Detailed Results (2022) — T. Rowe Price
- เข้าใจเงิน เข้าใจเรา เข้าใจลูก เทรนพ่อแม่ให้เป็นโค้ชการเงินประจำบ้าน — ธนาคารแห่งประเทศไทย (วารสารพระสยาม)
บทความนี้จัดทำเพื่อการเรียนรู้ของครอบครัว ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุนเฉพาะบุคคล ข้อมูลและกฎเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
这篇文章对你有帮助吗?