ตั้งเป้าหมายการออมให้สำเร็จด้วยหลัก SMART
👁 1 回 ❤️ 0 💬 0 ↗️ 0 シェア
"หนูจะเก็บเงินค่ะ" เป็นประโยคที่พ่อแม่หลายบ้านได้ยินบ่อย แต่อีกไม่กี่วันกระปุกก็ยังเบาเหมือนเดิม ไม่ใช่เพราะลูกขี้เกียจ แต่เพราะคำว่า "เก็บเงิน" กว้างเกินไป ไม่รู้ว่าเก็บเพื่ออะไร เท่าไร และเมื่อไรจะถึงเส้นชัย สมองของเด็ก (และของผู้ใหญ่ด้วย) ต้องการภาพที่ชัดเจนกว่านั้นถึงจะมีแรงลงมือทำ
เครื่องมือหนึ่งที่ช่วยได้มากคือหลัก SMART ซึ่งมีที่มาจากบทความของ George T. Doran ในปี 1981 ที่เสนอวิธีเขียนเป้าหมายให้ชัดเจนสำหรับงานบริหาร หลังจากนั้นหลักนี้ถูกนำไปปรับใช้กับการตั้งเป้าหมายแทบทุกเรื่อง รวมถึงการออมเงิน ศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคด้านการเงินของสหรัฐฯ (CFPB) ก็เคยทำกิจกรรมสอนวัยรุ่นตั้ง "เป้าหมายการออมแบบ SMART" แล้ววางแผนลงมือทำเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น
บทความนี้จะพาพ่อแม่บ้านเรียนแปลงหลัก SMART ให้เป็นภาษาที่ลูกเข้าใจ พร้อมตัวอย่างและกิจกรรมที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้
SMART คืออะไร แปลให้เด็กเข้าใจ
SMART เป็นตัวย่อของคุณสมบัติ 5 ข้อที่เป้าหมายที่ดีควรมี (บางตำราใช้คำต่างกันเล็กน้อย แต่ใจความเดียวกัน)
- S – Specific (เจาะจง): บอกให้ชัดว่าอยากได้อะไร เช่น "จักรยานคันสีฟ้าที่ร้านหน้าหมู่บ้าน" แทน "ของเล่นใหม่"
- M – Measurable (วัดผลได้): มีตัวเลขให้นับ เช่น ต้องใช้เงินกี่บาท และตอนนี้มีแล้วเท่าไร เด็กจะเห็นความคืบหน้าและมีกำลังใจ
- A – Achievable (ทำได้จริง): เป้าหมายต้องไม่เกินกำลัง ถ้าได้ค่าขนมสัปดาห์ละ 100 บาท การตั้งเป้า 5,000 บาทในเดือนเดียวจะทำให้ท้อตั้งแต่ต้น
- R – Relevant (สำคัญกับเรา): ต้องเป็นสิ่งที่ลูกอยากได้จริงๆ ไม่ใช่เป้าหมายที่พ่อแม่ยัดเยียด เพราะแรงจูงใจคือเชื้อเพลิงของการออม
- T – Time-bound (มีกำหนดเวลา): ระบุว่าจะทำให้สำเร็จภายในวันไหน กำหนดเวลาช่วยให้เราแบ่งเป้าใหญ่เป็นเป้าเล็กรายสัปดาห์ได้
คู่มือการตั้งเป้าหมายของมหาวิทยาลัยดาร์บี้ (University of Derby) ยกตัวอย่างที่เข้าใจง่ายว่า แทนที่จะตั้งเป้าว่า "จะอ่านหนังสือให้มากขึ้น" ให้เปลี่ยนเป็น "อ่านหนังสือวันละ 3 ชั่วโมง ตลอดสัปดาห์หน้า" ซึ่งมีทั้งความเจาะจง ตัวเลข และกรอบเวลา เป้าหมายการออมก็ใช้หลักเดียวกัน
จากเป้าหมายลอยๆ สู่เป้าหมาย SMART: ตัวอย่างทีละขั้น
สมมติว่าน้องพลอยอายุ 9 ขวบ บอกว่า "อยากมีเงินเยอะๆ" เราลองช่วยเธอขัดเกลาทีละตัวอักษร
- เจาะจง: ถามว่า "มีเงินเยอะแล้วอยากเอาไปทำอะไร" น้องพลอยตอบว่าอยากได้ชุดสีน้ำสำหรับวาดรูป
- วัดผลได้: ไปดูราคาด้วยกัน สมมติว่าชุดสีน้ำราคา 480 บาท ตอนนี้ในกระปุกมี 80 บาท ยังขาดอีก 400 บาท
- ทำได้จริง: สมมติว่าน้องพลอยได้ค่าขนมสัปดาห์ละ 150 บาท ถ้าแบ่งออมสัปดาห์ละ 50 บาท ก็ยังเหลือใช้ 100 บาท ไม่ลำบากเกินไป
- สำคัญกับเรา: น้องพลอยชอบวาดรูปจริงและอยากใช้สีน้ำในโปรเจกต์ธรรมชาติของบ้านเรียน เป้าหมายนี้จึงมีความหมายกับเธอ
- มีกำหนดเวลา: 400 ÷ 50 = 8 สัปดาห์ จึงตั้งวันเป้าหมายไว้ 8 สัปดาห์นับจากวันนี้
ผลลัพธ์คือประโยคเดียวที่ครบถ้วน: "หนูจะออมสัปดาห์ละ 50 บาท เป็นเวลา 8 สัปดาห์ เพื่อซื้อชุดสีน้ำราคา 480 บาทไว้วาดรูปธรรมชาติ" ประโยคแบบนี้บอกทั้งสิ่งที่ต้องทำในแต่ละสัปดาห์และวันที่จะได้ฉลองความสำเร็จ
แบ่งเป้าหมายเป็นระยะสั้นและระยะยาว
กิจกรรมของ CFPB ชวนนักเรียนแยกแยะเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว แล้วเริ่มจากเป้าหมายระยะสั้นก่อน เหตุผลคือเด็กจะได้สัมผัสความสำเร็จเร็ว ความรู้สึก "ฉันทำได้" จะกลายเป็นแรงผลักดันให้ตั้งเป้าที่ใหญ่ขึ้นในครั้งต่อไป
เป้าหมายระยะสั้น (ไม่กี่สัปดาห์ถึง 3 เดือน)
เหมาะกับเด็กเล็กและเด็กที่เพิ่งเริ่มออม เช่น หนังสือการ์ตูน ของเล่นชิ้นเล็ก เมล็ดพันธุ์สำหรับแปลงผัก
เป้าหมายระยะกลาง (3–12 เดือน)
เหมาะกับเด็กประถมปลายขึ้นไป เช่น จักรยาน อุปกรณ์กีฬา ค่าเข้าค่ายที่อยากไป
เป้าหมายระยะยาว (มากกว่า 1 ปี)
เหมาะกับวัยรุ่น เช่น คอมพิวเตอร์สำหรับเรียนเขียนโค้ด ทุนตั้งต้นทำธุรกิจเล็กๆ หรือเงินลงทุนก้อนแรก เว็บไซต์ Investor.gov ของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ แนะนำว่าให้เรียงเป้าหมายที่สำคัญที่สุดก่อน และคิดว่ามีเวลากี่ปีสำหรับแต่ละเป้าหมาย เพราะระยะเวลาเป็นตัวกำหนดว่าควรเก็บเงินไว้ในรูปแบบไหน
เคล็ดลับทำให้เป้าหมายไม่หลุดกลางทาง
- ทำให้มองเห็นได้: ติดรูปของที่อยากได้ไว้ที่กระปุกหรือผนังห้อง แล้วทำแถบวัดความคืบหน้าให้ลูกระบายสีทุกครั้งที่ออมได้
- ออมก่อนใช้: เมื่อได้ค่าขนม ให้หยอดส่วนที่ตั้งใจออมก่อน ที่เหลือจึงนำไปใช้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ใช้แนวคิดนี้ในกิจกรรม "ตั๋วความฝัน" สำหรับเด็ก 6–9 ปี
- ทบทวนทุกสัปดาห์: กำหนดวันประจำ เช่น เย็นวันอาทิตย์ นับเงินด้วยกัน ถ้าตามหลังเป้าก็ปรับแผนร่วมกัน ไม่ใช่ดุ
- ยืดหยุ่นได้: ถ้าลูกเปลี่ยนใจกลางทาง ให้คุยว่าเงินที่ออมไว้แล้วจะย้ายไปเป้าหมายใหม่ได้อย่างไร การเปลี่ยนเป้าหมายอย่างมีเหตุผลก็เป็นทักษะที่ดีเช่นกัน
- ฉลองเมื่อถึงเส้นชัย: ให้ลูกไปจ่ายเงินซื้อของด้วยตัวเอง ความภูมิใจตรงนั้นคือบทเรียนที่ลึกที่สุด
สำหรับวัยรุ่นที่ออมเงินก้อนใหญ่ขึ้น ลองให้ใช้ เครื่องคำนวณการออมบนเว็บของเรา เพื่อดูว่าถ้าออมเท่านี้ต่อเดือน จะถึงเป้าเมื่อไร
กิจกรรมทำที่บ้าน
1. ตั๋วความฝัน (เหมาะกับ 6–9 ปี)
ดัดแปลงจากกิจกรรมของ ธปท.
- ตัดกระดาษแข็งเป็นรูปตั๋ว ให้ลูกวาดรูปหรือเขียนชื่อของที่อยากได้
- ช่วยกันเขียนราคา จำนวนเงินที่จะออมต่อสัปดาห์ และวันที่คาดว่าจะถึงเป้า
- พ่อแม่เซ็นชื่อรับรองบนตั๋ว แล้วตกลงกันว่าจะเก็บเงินไว้ที่ไหน เช่น กระปุก หรือฝากพ่อแม่ไว้
- ทุกครั้งที่ได้เงิน ให้พูดท่องว่า "ออมก่อน แล้วค่อยใช้"
2. เกมแปลงเป้าหมาย (เหมาะกับ 9–13 ปี)
- เขียนเป้าหมายลอยๆ 5 ข้อลงกระดาษ เช่น "อยากรวย" "อยากได้เกม"
- ให้ลูกเลือกมา 1 ข้อ แล้วเติมให้ครบ S-M-A-R-T ทีละตัวอักษร
- สลับกัน ให้ลูกช่วยแปลงเป้าหมายของพ่อแม่บ้าง เช่น "อยากเที่ยวทะเล" ลูกจะเห็นว่าผู้ใหญ่ก็ต้องวางแผน
3. แผนออมรายสัปดาห์ (เหมาะกับ 13–18 ปี)
- ให้วัยรุ่นเลือกเป้าหมายระยะกลาง 1 อย่าง หาราคาจริงจากหลายร้าน
- ทำตารางในสมุดหรือสเปรดชีต: สัปดาห์ที่ / เงินที่ออม / ยอดสะสม / ยังขาดอีก
- ระบุแหล่งเงิน เช่น ค่าขนม งานพิเศษ หรือรายได้จากการขายของ
- ทบทวนทุกเดือนว่าเป็นไปตามแผนไหม ถ้าไม่ใช่ เป็นเพราะอะไร และจะปรับอย่างไร
สรุปสั้นๆ
- เป้าหมายที่ลอยเกินไป เช่น "อยากเก็บเงิน" มักไม่สำเร็จ เพราะไม่รู้ว่าต้องทำอะไรในแต่ละวัน
- หลัก SMART คือ เจาะจง วัดผลได้ ทำได้จริง สำคัญกับเรา และมีกำหนดเวลา
- เริ่มจากเป้าหมายระยะสั้นเพื่อให้ลูกได้ลิ้มรสความสำเร็จ แล้วค่อยขยับสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น
- ทำให้เป้าหมายมองเห็นได้ ออมก่อนใช้ และทบทวนร่วมกันทุกสัปดาห์
แหล่งอ้างอิง
- SMART goals - Self-Direction and Planning — University of Derby
- Setting a SMART savings goal (กิจกรรมเดิมของ CFPB) — FHI 360 / Consumer Financial Protection Bureau
- สอนลูกเรื่องเงิน : กิจกรรมตั๋วความฝัน — ธนาคารแห่งประเทศไทย
- Define Your Goals — Investor.gov (U.S. SEC)
บทความนี้จัดทำเพื่อการเรียนรู้ของครอบครัว ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุนเฉพาะบุคคล ข้อมูลและกฎเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
この記事は役に立ちましたか?
コメント 0
ログイン または コミュニティに無料登録 してコメントしましょう