คริปโทเคอร์เรนซีคืออะไร และทำไมต้องระวังเป็นพิเศษ
👁 1 回 ❤️ 0 💬 0 ↗️ 0 シェア
วัยรุ่นหลายคนได้ยินคำว่า "บิตคอยน์" หรือ "เหรียญคริปโท" จากคลิปที่เล่าเรื่องคนรวยข้ามคืน บางคนมีเพื่อนในห้องที่อวดกำไร บางคนถูกชวนเข้ากลุ่มแชตที่สัญญาว่าจะ "สอนเทรดให้รวย" ความตื่นเต้นแบบนี้เข้าใจได้ แต่เรื่องที่คลิปพวกนั้นไม่ค่อยเล่าคือคนที่ขาดทุน และคนที่ถูกหลอกเอาเงินไปทั้งหมด
หน้าที่ของพ่อแม่ไม่ใช่ห้ามลูกสนใจเทคโนโลยีใหม่ แต่คือช่วยให้ลูกแยกให้ออกระหว่าง "เทคโนโลยีที่น่าสนใจ" กับ "การเก็งกำไรที่เสี่ยงสูง" และ "กลโกงที่ใช้คำว่าคริปโทเป็นเหยื่อล่อ" บทความนี้อธิบายด้วยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค
คริปโทเคอร์เรนซีคืออะไร
บทความของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรื่อง "สกุลเงินดิจิทัล ใกล้ตัวเราแค่ไหน" อธิบายความต่างระหว่างสองสิ่งที่คนมักสับสน
- เงินอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เงินในวอลเล็ตหรือบัตรโดยสาร ต้องเอาเงินบาทไปแลกก่อน มูลค่าจึงผูกกับเงินบาท
- คริปโทเคอร์เรนซี เช่น บิตคอยน์ ถูกสร้างขึ้นด้วยกลไกทางคณิตศาสตร์ บางสกุลมีจำนวนจำกัด และใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนบันทึกธุรกรรมโดยไม่ต้องมีตัวกลาง
อธิบายให้เด็กเข้าใจง่ายๆ ได้ว่า บล็อกเชนเหมือน "สมุดบัญชีที่ทุกคนในกลุ่มถือสำเนาเหมือนกัน" ใครจะแก้ไขรายการย้อนหลังคนเดียวทำได้ยาก นี่คือส่วนที่เป็นเทคโนโลยีน่าสนใจ แต่ความน่าสนใจของเทคโนโลยีไม่ได้แปลว่าราคาของเหรียญจะขึ้นเสมอ
ไม่ใช่เงินบาท และไม่มีใครรับประกัน
ธปท. ระบุว่าคริปโทเคอร์เรนซีไม่สามารถทำหน้าที่เป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เพราะธนาคารกลางส่วนใหญ่ไม่รับรองเงินดิจิทัลที่เอกชนสร้างขึ้นให้ใช้ชำระหนี้ และในข่าวปี 2564 ธปท. ย้ำว่าสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ใช่เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และไม่สนับสนุนให้ใช้เป็นสื่อกลางชำระค่าสินค้าและบริการ โดยชี้ความเสี่ยงสำคัญไว้ ได้แก่
- ความผันผวนของมูลค่า: ราคาขึ้นลงแรงและเร็ว
- การสูญหายจากภัยไซเบอร์: หากถูกแฮกหรือถูกขโมย มูลค่าอาจหายไป
- การถูกใช้ฟอกเงิน
คณะกรรมการการค้าแห่งสหพันธรัฐสหรัฐฯ (FTC) ก็เตือนในทำนองเดียวกันว่า คริปโทที่ถือไว้ในบัญชีไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐเหมือนเงินฝากธนาคาร การจ่ายด้วยคริปโทโดยทั่วไป ย้อนกลับไม่ได้ และไม่มีกลไกโต้แย้งรายการเหมือนบัตรเครดิต และมูลค่าที่ร่วงลงไปก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะกลับมา
ทำไมคลิป "รวยข้ามคืน" จึงหลอกตา
ชวนลูกคิดเรื่องนี้ด้วยตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่ามีคน 100 คนซื้อเหรียญคนละตัว มี 5 คนที่ได้กำไรมหาศาลแล้วทำคลิปอวด ส่วนอีก 95 คนที่ขาดทุนเงียบหายไป คนดูคลิปจะเห็นแต่ 5 คนนั้น และเข้าใจผิดว่าโอกาสรวยสูงมาก นักวิจัยเรียกความเอนเอียงแบบนี้ว่า "อคติจากผู้รอดชีวิต" (survivorship bias) คือเราเห็นแต่คนที่ประสบความสำเร็จ เพราะคนที่ล้มเหลวไม่ได้ออกมาเล่า
อีกความรู้สึกที่ต้องรู้ทันคือ "กลัวตกขบวน" หรือ FOMO เมื่อทุกคนรอบตัวพูดถึงเหรียญเดียวกัน เราจะรู้สึกว่าต้องรีบซื้อก่อนจะสาย ความรู้สึกนี้ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับมูลค่าที่แท้จริงเลย และมักเป็นจังหวะที่ราคาขึ้นไปสูงแล้ว
ทำไมคริปโทเป็นเหยื่อล่อยอดนิยมของมิจฉาชีพ
เพราะเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ ราคาเคยขึ้นแรงจนเป็นข่าว และเงินที่โอนไปแล้วตามคืนยาก FTC สรุปสัญญาณของกลโกงคริปโทไว้ชัดเจน
- มีแต่มิจฉาชีพที่เรียกร้องให้จ่ายเป็นคริปโท ไม่ว่าจะอ้างว่าเป็นค่าปรับ ค่าธรรมเนียม หรือค่าสมัคร
- รับประกันกำไร หรือบอกว่าไม่มีความเสี่ยง คือการหลอกลวง
- คนที่รู้จักทางออนไลน์แล้วชวนลงทุนคริปโท หรือขอให้โอนคริปโทให้
- แอบอ้างคนดัง ผู้เชี่ยวชาญ หรือหน่วยงานรัฐ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
- เร่งให้ตัดสินใจ ธุรกิจที่ถูกต้องจะไม่รีบบังคับให้จ่ายเป็นคริปโท
แชร์ลูกโซ่ในคราบคริปโท
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เตือนว่ารูปแบบแชร์ลูกโซ่ที่พบรวมถึงการชวนเก็งกำไรเงินดิจิทัล การอ้างผลตอบแทนสูงผิดปกติ และการแอบอ้างเป็นหน่วยงานกำกับ หากมีคนชวนให้ "ฝากเหรียญแล้วได้ปันผลทุกวัน" หรือ "ชวนเพื่อนมาเพิ่มได้โบนัส" นั่นคือสัญญาณอันตราย
ถ้าลูกวัยรุ่นสนใจคริปโท พ่อแม่ควรพูดอะไร
- แยกเรียนรู้เทคโนโลยีออกจากการซื้อเหรียญ: สนใจบล็อกเชนก็เรียนการเขียนโปรแกรม อ่านเรื่องการเข้ารหัส ไม่จำเป็นต้องมีเหรียญ
- ศึกษาก่อนลงทุน: ถ้าอยากเข้าใจว่าราคาผันผวนแค่ไหน ลองติดตามราคาบนกระดาษ (ไม่ใช้เงินจริง) เป็นเวลาหลายเดือน
- ใช้เฉพาะเงินที่เสียได้ทั้งหมด: เมื่อโตพอและตัดสินใจลงทุนในอนาคต เงินที่ใส่ไปในสินทรัพย์เสี่ยงสูงต้องเป็นเงินที่หายไปทั้งก้อนแล้วชีวิตยังเดินต่อได้
- ตรวจสอบผู้ให้บริการกับ ก.ล.ต.: ก่อนใช้แพลตฟอร์มใด ให้ตรวจกับสำนักงาน ก.ล.ต. ว่าได้รับอนุญาตหรือไม่ และปรึกษาพ่อแม่ทุกครั้ง
- อย่าเอาเงินออมฉุกเฉินหรือเงินที่ยืมมาไปลงทุน
บทความนี้ไม่ได้แนะนำให้ซื้อหรือขายเหรียญใด เป้าหมายคือให้ลูกตั้งคำถามเป็น ก่อนที่ใครจะมาตั้งคำตอบให้
กิจกรรมทำที่บ้าน
สมุดบัญชีทั้งห้อง (8–11 ปี)
- ให้ทุกคนในบ้านถือสมุดเล่มเล็กคนละเล่ม
- เมื่อมีคน "โอน" ลูกอมให้กัน ทุกคนต้องจดรายการเดียวกันลงสมุดของตัวเอง
- ลองให้คนหนึ่งแอบแก้สมุดตัวเอง แล้วดูว่าคนอื่นจับได้ไหม นี่คือหลักการคร่าวๆ ของบล็อกเชน
จับผิดโฆษณาคริปโท (12–15 ปี)
- พ่อแม่เตรียมตัวอย่างข้อความชวนลงทุนสมมติ 5 ข้อความ
- ให้ลูกหาสัญญาณอันตรายตามรายการของ FTC ในแต่ละข้อความ
- ให้ลูกเขียนข้อความตอบกลับเพื่อปฏิเสธอย่างสุภาพ
พอร์ตกระดาษ 3 เดือน (15–18 ปี)
- สมมติว่ามีเงิน 1,000 บาท แบ่งเป็นสามก้อน: เงินฝาก กองทุนรวมที่กระจายความเสี่ยง และคริปโท (บนกระดาษเท่านั้น)
- จดมูลค่าทุกสัปดาห์ในสเปรดชีต
- หลัง 3 เดือน เปรียบเทียบว่าก้อนไหนขึ้นลงแรงที่สุด และลูกรู้สึกอย่างไรตอนที่ราคาร่วง
สรุปสั้นๆ
- คริปโทต่างจากเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพราะไม่ได้ผูกกับเงินบาท และไม่ใช่เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
- ความเสี่ยงหลักคือราคาผันผวน การถูกแฮก และการจ่ายที่ย้อนกลับไม่ได้
- ใครเรียกให้จ่ายเป็นคริปโท หรือรับประกันกำไร คือสัญญาณหลอกลวง
- สนใจเทคโนโลยีได้ แต่การลงทุนต้องศึกษาก่อน ใช้เฉพาะเงินที่เสียได้ และตรวจสอบกับ ก.ล.ต.
แหล่งอ้างอิง
- 'สกุลเงินดิจิทัล' ใกล้ตัวเราแค่ไหน? — ธนาคารแห่งประเทศไทย
- การใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อเป็นสื่อกลางการชำระราคาค่าสินค้าและบริการ — ธนาคารแห่งประเทศไทย
- What To Know About Cryptocurrency and Scams — Federal Trade Commission (Consumer Advice)
- การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกง (แชร์ลูกโซ่) — กองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
บทความนี้จัดทำเพื่อการเรียนรู้ของครอบครัว ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุนเฉพาะบุคคล ข้อมูลและกฎเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
この記事は役に立ちましたか?
コメント 0
ログイン または コミュニティに無料登録 してコメントしましょう