ของที่จำเป็น vs ของที่อยากได้ (Needs vs Wants)

👁 1 回 ❤️ 0 💬 0 ↗️ 0 シェア

🌐 この記事はタイ語で書かれています。

"หนูต้องได้อันนี้!" ประโยคคุ้นหูที่พ่อแม่ได้ยินหน้าชั้นวางของเล่น คำว่า "ต้อง" ของเด็กมักหมายถึง "อยากมาก" ไม่ใช่ "จำเป็น" และนี่คือโอกาสทองในการสอนทักษะการเงินข้อแรกๆ ที่สำคัญที่สุด นั่นคือการแยก ของที่จำเป็น (Needs) ออกจาก ของที่อยากได้ (Wants)

สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านการเงินของสหรัฐฯ (CFPB) ระบุในกิจกรรมสอนเด็กว่า การเข้าใจความต่างระหว่างความจำเป็นกับความต้องการช่วยให้เราตัดสินใจใช้เงินได้ดีที่สุดสำหรับตัวเอง ทักษะนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อห้ามลูกซื้อของที่อยากได้ แต่เพื่อให้ลูก รู้ตัว ว่ากำลังเลือกอะไร และเงินควรไปที่ไหนก่อน

สำหรับครอบครัวที่ตั้งเป้าให้ลูกอยู่รอดได้ด้วยตัวเองและมีอิสรภาพทางการเงิน นี่คือกล้ามเนื้อทางความคิดที่ต้องฝึกบ่อยๆ ตั้งแต่เล็ก

ของจำเป็นกับของที่อยากได้ ต่างกันอย่างไร

อธิบายให้เด็กเข้าใจง่ายๆ ได้แบบนี้

  • ของจำเป็น คือสิ่งที่ถ้าไม่มี ชีวิตจะลำบาก ไม่ปลอดภัย หรือไม่แข็งแรง เช่น อาหาร น้ำสะอาด ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้าที่เหมาะกับอากาศ ยารักษาโรค และการเดินทางไปทำสิ่งที่จำเป็น
  • ของที่อยากได้ คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตสนุกหรือสะดวกขึ้น แต่ถ้าไม่มีก็ยังใช้ชีวิตได้ เช่น ของเล่นชิ้นใหม่ ขนมหวาน เกม หรือรองเท้าคู่ที่สองที่สวยกว่า

พื้นที่สีเทาที่ควรคุยกัน

ความสนุกของหัวข้อนี้อยู่ที่ "ของที่อยู่ตรงกลาง" เช่น รองเท้าเป็นของจำเป็น แต่รองเท้าแบรนด์ดังราคาแพงเป็นความต้องการ อาหารเป็นของจำเป็น แต่ชานมไข่มุกเป็นความต้องการ โทรศัพท์อาจจำเป็นสำหรับวัยรุ่นที่ต้องเดินทางเอง แต่รุ่นใหม่ล่าสุดไม่จำเป็น

สอนลูกให้ถามตัวเองว่า "ส่วนไหนที่จำเป็นจริงๆ และส่วนไหนคือส่วนที่เราอยากได้เพิ่ม" คำตอบอาจต่างกันไปในแต่ละครอบครัวและแต่ละสถานการณ์ ซึ่งไม่ผิด สิ่งสำคัญคือเหตุผลเบื้องหลัง

ทำไมทักษะนี้สำคัญกับอนาคตลูก

เมื่อเงินมีจำกัด (ซึ่งเป็นเรื่องจริงของทุกคน) เราต้องจ่ายของจำเป็นก่อนเสมอ คนที่แยกไม่ออกมักเจอสถานการณ์ "เงินหมดก่อนสิ้นเดือน" เพราะใช้ไปกับความต้องการจนไม่เหลือสำหรับความจำเป็น

ธนาคารแห่งประเทศไทยแนะนำสูตรจัดการเงินว่า รายได้ − เงินออม = รายจ่าย คือกันเงินออมไว้ก่อน แล้วที่เหลือจึงนำไปใช้ ภายในส่วนที่เหลือนี้เอง ทักษะแยก Needs กับ Wants จะช่วยจัดลำดับว่าต้องจ่ายอะไรก่อน และเหลือให้ความต้องการได้เท่าไร

ความต้องการไม่ใช่ศัตรู

เราไม่อยากให้ลูกรู้สึกผิดทุกครั้งที่อยากได้อะไร การมีของที่อยากได้เป็นแรงจูงใจชั้นดีในการออมและหารายได้ เด็กที่อยากได้จักรยานแล้วเก็บเงินซื้อเองได้ จะภูมิใจและดูแลจักรยานคันนั้นดีกว่าเด็กที่ได้มาง่ายๆ กติกาง่ายๆ คือ ของจำเป็นมาก่อน ความต้องการตามมาเมื่อมีเงินพอและวางแผนแล้ว

ความต้องการที่มาจากโฆษณาและเพื่อน

ความอยากได้หลายอย่างไม่ได้เกิดจากตัวเราเอง แต่เกิดจากโฆษณา คลิปรีวิว หรือการเห็นเพื่อนมี ชวนลูกสังเกตว่า "อยากได้เพราะต้องการใช้จริง หรือเพราะเห็นคนอื่นมี" คำถามนี้ช่วยให้ลูกรู้เท่าทันแรงกระตุ้นจากภายนอก ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในโลกที่เต็มไปด้วยการตลาด

สอนตามวัยอย่างไร

CFPB แบ่งกิจกรรมการเงินตามช่วงวัย และแนะนำว่า "จะคุยตอนไหน" สำคัญน้อยกว่า "คุยอย่างไร" ให้เลือกจังหวะที่ลูกพร้อมและบรรยากาศสบายๆ ทีมเราขอสรุปแนวทางดังนี้

  • 3–5 ปี: ใช้ภาพและของจริง แยกกองของใช้ในบ้าน ถามง่ายๆ ว่า "ถ้าไม่มีสิ่งนี้ เราจะเป็นอย่างไร"
  • 6–9 ปี: ให้ลองเลือกซื้อของด้วยเงินจำนวนจำกัด และอธิบายเหตุผลของการเลือก
  • 10–13 ปี: ชวนดูค่าใช้จ่ายจริงของบ้านบางรายการ เช่น ค่ากับข้าวหนึ่งสัปดาห์ แล้วแยกว่าส่วนไหนจำเป็น ส่วนไหนเป็นความต้องการ
  • 14 ปีขึ้นไป: ให้วางงบประมาณรายเดือนของตัวเอง และตัดสินใจเองเมื่อเงินไม่พอสำหรับทุกอย่าง

CFPB มีกิจกรรม "Budgeting for needs and wants" สำหรับเด็กอายุประมาณ 11–14 ปี ที่ให้ฝึกแยกความจำเป็นกับความต้องการ แล้วนำไปใช้ตัดสินใจจัดงบประมาณ ซึ่งพ่อแม่บ้านเรียนนำแนวคิดมาปรับใช้ได้

ประโยคที่ช่วยให้ลูกคิดเอง

แทนที่จะตอบว่า "ไม่ได้" ลองใช้คำถามเหล่านี้

  • "สิ่งนี้เป็นของจำเป็นหรือของที่อยากได้ เพราะอะไร"
  • "ถ้ารอหนึ่งสัปดาห์ หนูยังอยากได้อยู่ไหม"
  • "ถ้าซื้อสิ่งนี้ เงินที่เหลือพอสำหรับอะไรบ้าง"
  • "มีทางอื่นไหมที่จะได้สิ่งนี้ เช่น ยืม แลก หรือทำเอง"

คำถามเหล่านี้ย้ายการตัดสินใจจากพ่อแม่ไปที่ลูก ลูกจะฝึกคิดแม้ในวันที่เราไม่ได้อยู่ข้างๆ

กิจกรรมทำที่บ้าน

1. เกมสองตะกร้า (อายุ 4–7 ปี)

  1. ตัดรูปจากใบโฆษณาหรือวาดรูปสิ่งของ 15–20 อย่าง เช่น ข้าว น้ำ ยาสีฟัน ตุ๊กตา ลูกอม ร่ม
  2. เตรียมตะกร้า 2 ใบ ติดป้าย "จำเป็น" และ "อยากได้"
  3. ให้ลูกคัดแยก แล้วถามเหตุผลทีละชิ้น ถ้าลูกวางผิด อย่าเพิ่งแก้ ให้ลองถามว่า "ถ้าไม่มีสิ่งนี้หนึ่งสัปดาห์จะเป็นอย่างไร"

2. ภารกิจจ่ายตลาด (อายุ 7–11 ปี)

  1. สมมติว่าให้งบลูก 200 บาทและรายการกับข้าวที่ต้องซื้อสำหรับมื้อเย็น
  2. บอกว่าถ้าซื้อของจำเป็นครบแล้วมีเงินเหลือ ลูกเลือกของที่อยากได้ได้หนึ่งอย่าง
  3. กลับบ้านมาคุยกันว่าตัดสินใจอย่างไร มีอะไรที่อยากได้แต่ต้องยอมไม่ซื้อ

3. สมุด "รอ 7 วัน" (อายุ 9 ปีขึ้นไป)

  1. ทุกครั้งที่ลูกอยากได้ของที่ไม่จำเป็น ให้จดชื่อ ราคา และวันที่ลงสมุด
  2. ครบ 7 วันกลับมาดูว่ายังอยากได้อยู่ไหม ถ้ายังอยากได้และมีเงินพอ ก็ซื้อได้
  3. ทุกสิ้นเดือน นับว่ามีของกี่ชิ้นที่ "หมดความอยาก" ไปเอง และคิดว่าประหยัดเงินได้เท่าไร

สรุปสั้นๆ

  • ของจำเป็นคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ ของที่อยากได้คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นแต่ไม่มีก็อยู่ได้
  • ของหลายอย่างอยู่ตรงกลาง ให้ถามว่าส่วนไหนจำเป็นจริง ส่วนไหนเป็นส่วนที่อยากได้เพิ่ม
  • จ่ายของจำเป็นก่อน แล้วใช้ความต้องการเป็นแรงจูงใจในการออม
  • ใช้คำถามแทนคำสั่ง เพื่อให้ลูกฝึกตัดสินใจเอง
  • กิจกรรมง่ายๆ อย่างเกมสองตะกร้าและสมุดรอ 7 วัน ช่วยฝึกทักษะนี้ได้ทุกวัน

แหล่งอ้างอิง

  1. Budgeting for needs and wants — Consumer Financial Protection Bureau (CFPB)
  2. Talking about money choices — Consumer Financial Protection Bureau (CFPB)
  3. การออม — ธนาคารแห่งประเทศไทย

บทความนี้จัดทำเพื่อการเรียนรู้ของครอบครัว ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุนเฉพาะบุคคล ข้อมูลและกฎเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

この記事は役に立ちましたか?

コメント 0

← すべて見る: 記事

続きを読む

関連記事

記事お金の基本

เงินสด เงินดิจิทัล พร้อมเพย์ และ QR Code: สอนเด็กยุคสังคมไร้เงินสด

เมื่อพ่อแม่จ่ายเงินด้วยการสแกน ลูกอาจคิดว่าเงินไม่มีวันหมด สอนเด็กยุคไร้เงินสดให้เข้าใจพร้อมเพย์ QR Code และใช้เงินดิจิทัลอย่างปลอดภัย

記事お金の基本

ภาษีคืออะไร เงินที่ทุกคนจ่ายไปทำอะไรบ้าง

ทุกครั้งที่ลูกซื้อขนม ลูกก็จ่ายภาษีแล้ว เล่าเรื่องภาษีให้เด็กเข้าใจ ภาษีทางตรง ทางอ้อม VAT และเงินภาษีกลับมาเป็นอะไรในชีวิตเรา

記事お金の基本

เงินเฟ้อคืออะไร ทำไมขนมถุงเดิมแพงขึ้น

ขนมถุงเดิมแพงขึ้น หรือถุงเท่าเดิมแต่ของน้อยลง อธิบายเงินเฟ้อให้ลูกเข้าใจ พร้อมบทบาทของแบงก์ชาติ และทำไมการออมอย่างเดียวอาจไม่พอ