สอนเรื่องเงินให้เหมาะกับวัย: 3–5, 6–9, 10–13 และ 14–18 ปี

👁 1 ครั้ง ❤️ 0 💬 0 ↗️ 0 แชร์

พ่อแม่หลายบ้านอยากสอนลูกเรื่องเงิน แต่ไม่แน่ใจว่าควรเริ่มตรงไหน สอนลูกวัยอนุบาลเรื่องดอกเบี้ยจะเร็วไปไหม หรือลูกวัยรุ่นแล้วยังไม่รู้จักทำงบประมาณจะช้าเกินไปหรือเปล่า

คำตอบคือ ไม่มีวัยไหนเร็วหรือช้าเกินไป แต่ “วิธี” และ “เนื้อหา” ต้องเหมาะกับพัฒนาการของเด็ก สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงินของสหรัฐฯ (CFPB) ทำโครงการ Money as You Grow ที่แบ่งบทเรียนตามช่วงวัยไว้เป็นระบบ ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีกิจกรรมสำหรับเด็กแต่ละช่วงวัยเช่นกัน

บ้านเรียนโปรเกรสนำกรอบเหล่านี้มาจัดเป็น 4 ช่วงวัยให้ใช้ง่ายสำหรับครอบครัวไทย โปรดจำไว้ว่าช่วงอายุเป็นเพียงแนวทาง เด็กแต่ละคนพัฒนาไม่เท่ากัน ให้ดูความพร้อมของลูกเป็นหลัก

CFPB อธิบายภาพรวมไว้ว่า ทักษะการคิดเชิงบริหาร เช่น การวางแผนและการควบคุมตัวเอง เริ่มก่อตัวในวัย 3–5 ปี นิสัยและบรรทัดฐานเรื่องเงินเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในวัย 6–12 ปี และความรู้กับทักษะการตัดสินใจทางการเงินจะชัดเจนขึ้นในวัย 13–21 ปี แต่ละช่วงจึงมี “งานหลัก” ต่างกัน

วัย 3–5 ปี: เงินมีไว้แลกของ และบางครั้งต้องรอ

CFPB สรุปบทเรียนหลักของวัยนี้ไว้ว่า เราต้องใช้เงินซื้อของ และได้เงินมาจากการทำงาน บางครั้งต้อง รอและเก็บเงิน ก่อนจะซื้อของที่อยากได้ ต้องคิดล่วงหน้า และทุกครั้งที่ใช้เงินคือการเลือก ซึ่งมีทั้งของที่จำเป็นและของที่อยากได้

CFPB ระบุว่าแนวคิดนามธรรมยังเกินวัยนี้ไป สิ่งที่ควรฝึกคือ ความมุ่งมั่นและการควบคุมตัวเอง ผ่านการเล่น เช่น การเล่นสมมติ ซึ่ง CFPB บอกว่าช่วยให้เด็กจดจ่อ คิดยืดหยุ่น และวางแผนล่วงหน้า

เป้าหมายที่เหมาะ

  • รู้จักเหรียญและธนบัตร และรู้ว่าต้องจ่ายเงินก่อนได้ของ
  • ฝึกรอสิ่งที่อยากได้ในช่วงเวลาสั้นๆ
  • ได้ยินพ่อแม่พูดถึงการเลือกซื้อของในชีวิตประจำวัน

วัย 6–9 ปี: เริ่มมีเงินของตัวเองและนิสัยเริ่มก่อตัว

CFPB มองวัย 6–12 ปีเป็นช่วงที่ นิสัยและค่านิยมเรื่องเงินเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง บทเรียนหลักคือ หาเงินได้จากค่าขนมหรือทำงานให้ครอบครัวหรือคนอื่น เริ่มนิสัยเก็บเงินไว้สำหรับของที่อยากได้ ต้องเลือกว่าจะใช้เงินอย่างไร และลองเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ

ในช่วงต้นของวัยนี้ ลูกเริ่มเข้าใจเรื่องเงินทอนและมูลค่าของเงิน จึงเหมาะกับการเริ่มให้ค่าขนมอย่างเป็นระบบ และตั้งเป้าหมายการออมระยะสั้น เช่น ไม่กี่สัปดาห์

เป้าหมายที่เหมาะ

  • ได้รับค่าขนมสม่ำเสมอ และตัดสินใจใช้เองในกรอบที่ตกลงกัน
  • เก็บเงินซื้อของชิ้นเล็กให้สำเร็จด้วยตัวเอง
  • ช่วยพ่อแม่เปรียบเทียบราคาตอนซื้อของ

วัย 10–13 ปี: วางแผน เปรียบเทียบ และปกป้องตัวเอง

ธนาคารแห่งประเทศไทยออกแบบกิจกรรม “สอนหนู…รู้เรื่องเงิน” สำหรับเด็กประถมปลายอายุ 10–12 ปี เพราะเป็นวัยที่เริ่มใช้เงินเองและตัดสินใจได้มากขึ้น กิจกรรมใช้บอร์ดเกมพาเด็กเรียน 5 ด้าน คือ สร้างรายได้ ใช้จ่าย ออม ลงทุน และจัดการหนี้ และตามกรอบสมรรถนะทางการเงินที่บทความอ้างถึง เด็กวัยนี้ควรแยกแยะการใช้จ่ายตามความจำเป็นกับตามความต้องการได้อย่างมีเหตุผล

บทเรียนจาก CFPB ที่เริ่มเหมาะกับวัยนี้มากขึ้นคือ การกู้ยืมหมายถึงต้องคืนมากกว่าที่ยืมเพราะมีดอกเบี้ย และ ต้องเก็บข้อมูลส่วนตัวให้ปลอดภัย ซึ่งสำคัญมากในยุคที่เด็กเล่นเกมและใช้แอปออนไลน์

เป้าหมายที่เหมาะ

  • ทำงบประมาณรายสัปดาห์หรือรายเดือนง่ายๆ
  • ออมเงินเพื่อเป้าหมายที่ใช้เวลาหลายเดือน
  • รู้ทันโฆษณาและไม่บอกข้อมูลส่วนตัวกับคนแปลกหน้าออนไลน์

วัย 14–18 ปี: ฝึกตัดสินใจเองก่อนออกไปใช้ชีวิตจริง

CFPB ชี้ว่าวัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้นเป็นช่วงที่ความรู้และทักษะการตัดสินใจทางการเงินชัดเจนขึ้น และมีความหมายในชีวิตประจำวันมากขึ้น เพราะเริ่มหาเงินเอง ใช้บัญชี และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตัวเอง

ผลการประเมิน PISA 2022 ของ OECD ในนักเรียนอายุ 15 ปีจาก 20 ประเทศและเขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วม (ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในการประเมินส่วนนี้) พบว่าโดยเฉลี่ยในกลุ่มประเทศ OECD นักเรียน 63% มีบัญชีธนาคาร 86% เคยซื้อของออนไลน์ใน 12 เดือนที่ผ่านมา และ 66% เคยจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ แปลว่าวัยรุ่นอยู่ในโลกการเงินจริงแล้ว แต่มีเพียงราว 1 ใน 4 ที่บอกว่าได้เรียนเรื่องดอกเบี้ยทบต้นที่โรงเรียนและยังเข้าใจอยู่ ครอบครัวจึงเป็นผู้เติมเต็มสำคัญ

เป้าหมายที่เหมาะ

  • จัดการเงินรายเดือนของตัวเอง รวมค่าใช้จ่ายบางอย่างที่เคยให้พ่อแม่จ่าย
  • เข้าใจดอกเบี้ยทบต้น หนี้ และความเสี่ยงของการลงทุน
  • รู้เท่าทันภัยหลอกลวงทางการเงินออนไลน์

กิจกรรมทำที่บ้าน

วัย 3–5 ปี: ร้านค้าสมมติ

  1. ใช้ของในบ้านเป็นสินค้า ติดป้ายราคาง่ายๆ เช่น 1, 2, 5 บาท
  2. ให้ลูกเป็นคนขายและคนซื้อสลับกัน ใช้เหรียญจริงหรือเหรียญของเล่น
  3. ถามคำถามง่ายๆ เช่น “เงินพอไหม ถ้าไม่พอจะทำอย่างไร”

วัย 6–9 ปี: ซื้อของตามรายการ

  1. ช่วยกันเขียนรายการของที่ต้องซื้อก่อนไปตลาด
  2. ให้ลูกรับผิดชอบซื้อของ 1–2 อย่างด้วยเงินที่ให้ไป และเก็บเงินทอนมาคืน
  3. กลับบ้านมาคุยกันว่าเลือกอย่างไร และเหลือเงินเท่าไร

วัย 10–13 ปี: บอร์ดเกมการเงิน

  1. เล่นบอร์ดเกมที่มีการหาเงิน ใช้เงิน และตัดสินใจ
  2. หลังเล่น ชวนคุยว่าการตัดสินใจไหนได้ผลดี และถ้าเป็นชีวิตจริงจะเป็นอย่างไร

วัย 14–18 ปี: ตารางเปรียบเทียบก่อนซื้อ

  1. CFPB แนะนำให้วัยรุ่นใช้ตารางเปรียบเทียบเพื่อเลือกแพ็กเกจโทรศัพท์ ลองให้ลูกทำกับของที่เขาอยากซื้อจริง
  2. เขียนตัวเลือก 3 แบบ เกณฑ์ที่สำคัญ (ราคา คุณภาพ ค่าใช้จ่ายระยะยาว) และให้คะแนน
  3. ให้ลูกนำเสนอเหตุผลการเลือก พ่อแม่ฟังโดยไม่ตัดสิน

สรุปสั้นๆ

  • วัย 3–5 ปี เน้นการเล่น การรอ และการรู้ว่าเงินมีไว้แลกของ
  • วัย 6–9 ปี เริ่มมีเงินของตัวเอง ออมเป้าหมายสั้นๆ และเปรียบเทียบราคา
  • วัย 10–13 ปี ฝึกงบประมาณ รู้จักหนี้และดอกเบี้ย และปกป้องข้อมูลส่วนตัว
  • วัย 14–18 ปี ให้จัดการเงินจริงมากขึ้น เข้าใจดอกเบี้ยทบต้นและความเสี่ยง
  • ช่วงอายุเป็นแนวทางเท่านั้น ให้ดูความพร้อมของลูกเป็นหลัก

แหล่งอ้างอิง

  1. Money as You Grow: Young children (ages 3–5) — Consumer Financial Protection Bureau (CFPB)
  2. Money as You Grow: School-age children and preteens (ages 6–12) — Consumer Financial Protection Bureau (CFPB)
  3. Learn about the building blocks of financial capability — Consumer Financial Protection Bureau (CFPB)
  4. PISA 2022 Results (Volume IV): How Financially Smart Are Students? — OECD (2024)
  5. “สอนหนู…รู้เรื่องเงิน” เปลี่ยนบอร์ดเกมให้เป็นห้องเรียนการเงินแสนสนุก — ธนาคารแห่งประเทศไทย (วารสารพระสยาม)

บทความนี้จัดทำเพื่อการเรียนรู้ของครอบครัว ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุนเฉพาะบุคคล ข้อมูลและกฎเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความนี้มีประโยชน์ไหม?

ความคิดเห็น 0

← บทความทั้งหมด

บทความอื่นๆ

อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้อง

บทความสำหรับพ่อแม่

วางแผนสอนการเงินตลอดปีสำหรับครอบครัวบ้านเรียน

แผนสอนการเงิน 12 เดือนสำหรับครอบครัวบ้านเรียน ผูกกับเทศกาลและชีวิตจริง ครอบคลุมหาเงิน ใช้ ออม ลงทุน จัดการหนี้ และปกป้องตัวเอง

บทความสำหรับพ่อแม่

ปล่อยให้ลูกทำพลาดเรื่องเงินบ้าง: ความผิดพลาดเล็กๆ คือบทเรียนที่คุ้มค่า

ลูกใช้ค่าขนมหมดกับของที่พังในวันเดียว พ่อแม่ควรช่วยไหม งานวิจัยชี้ว่าการเรียนจากประสบการณ์จริงทรงพลังกว่าคำสอน ถ้ามีพ่อแม่เป็นตาข่ายรองรับ

บทความสำหรับพ่อแม่

การทดลองมาร์ชเมลโลว์กับการรู้จักรอคอย: บทเรียนและข้อควรระวังในการตีความ

การทดลองมาร์ชเมลโลว์มักถูกเล่าว่าเด็กที่รอได้จะประสบความสำเร็จ แต่งานวิจัยใหม่ชี้ว่าเรื่องนี้ซับซ้อนกว่านั้น และความไว้ใจในบ้านก็สำคัญ