ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) คืออะไร และทำไมสำคัญต่ออนาคตลูก

👁 1 ครั้ง ❤️ 0 💬 0 ↗️ 0 แชร์

คำว่า “ความรู้ทางการเงิน” หรือ Financial Literacy ฟังดูเหมือนวิชาที่ต้องท่องจำสูตรดอกเบี้ย แต่ถ้าดูนิยามขององค์กรระหว่างประเทศจริงๆ จะพบว่ามันกว้างกว่านั้นมาก มันคือความสามารถที่จะใช้ชีวิตกับเงินได้อย่างมั่นคง ตั้งแต่เลือกซื้อขนม ไปจนถึงวางแผนชีวิต

สำหรับพ่อแม่ที่อยากเลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้และมีอิสรภาพทางการเงิน การเข้าใจว่า Financial Literacy ประกอบด้วยอะไรจะช่วยให้เราสอนได้ครบ ไม่ใช่แค่สอนให้ “รู้” แต่สอนให้ “ทำเป็น” และ “คิดเป็น”

นิยามจาก OECD: มากกว่าความรู้

ในการประเมิน PISA ซึ่งเป็นการประเมินนักเรียนอายุ 15 ปีระดับนานาชาติ OECD นิยามความรู้ทางการเงินไว้ว่า คือ ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดและความเสี่ยงทางการเงิน รวมถึงทักษะและทัศนคติที่จะนำความรู้นั้นไปใช้ตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพในสถานการณ์ทางการเงินที่หลากหลาย เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ทางการเงินของตนเองและสังคม และเพื่อให้มีส่วนร่วมในชีวิตทางเศรษฐกิจได้

ถ้าแยกเป็นภาษาง่ายๆ จะมี 3 ส่วน

  • ความรู้ เช่น ดอกเบี้ยคืออะไร เงินเฟ้อทำให้ของแพงขึ้นอย่างไร
  • ทักษะและพฤติกรรม เช่น ทำงบประมาณ เปรียบเทียบราคา ออมสม่ำเสมอ
  • ทัศนคติ เช่น มองอนาคต ไม่มั่นใจเกินตัว สนใจเรื่องเงิน

ธนาคารแห่งประเทศไทยก็วัดทักษะทางการเงินของคนไทยด้วยสามด้านนี้เช่นกัน คือ ความรู้ พฤติกรรม และทัศนคติทางการเงิน

ทำไมถึงสำคัญ: ข้อมูลจาก PISA 2022

PISA 2022 ประเมินความรู้ทางการเงินของนักเรียนใน 20 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ (ประเทศไทยไม่ได้เข้าร่วมการประเมินส่วนนี้) ผลที่น่าสนใจสำหรับพ่อแม่มีดังนี้

  • โดยเฉลี่ยในกลุ่มประเทศ OECD นักเรียน 18% ทำได้ในระดับต่ำสุด คือทำได้อย่างมากแค่แยกของจำเป็นกับของที่อยากได้ และตัดสินใจใช้จ่ายง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน
  • นักเรียนที่เก่งการเงิน (ระดับ 4–5) มีแนวโน้มออมเงินมากกว่านักเรียนกลุ่มคะแนนต่ำ 72% และเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อมากกว่า 50% แม้คำนึงถึงปัจจัยอื่นแล้ว แปลว่าความรู้สัมพันธ์กับพฤติกรรมจริง
  • นักเรียนจากครอบครัวที่ได้เปรียบทางเศรษฐกิจสังคมได้คะแนนสูงกว่านักเรียนที่เสียเปรียบเฉลี่ย 87 คะแนน ซึ่งมากกว่าหนึ่งระดับความสามารถ OECD จึงแนะนำให้ลดความเหลื่อมล้ำนี้ให้เร็วที่สุด ก่อนที่มันจะสะสมมากขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้น
  • นักเรียน 80% มั่นใจว่าจัดการเงินของตัวเองได้ และแม้แต่ในกลุ่มคะแนนต่ำก็ยังมั่นใจถึง 64% ความมั่นใจเกินความสามารถจึงเป็นเรื่องที่ต้องระวัง

แล้วคนไทยอยู่ตรงไหน

ผลสำรวจทักษะทางการเงินของคนไทย ปี 2567 ของธนาคารแห่งประเทศไทย จากกลุ่มตัวอย่าง 12,558 คนอายุ 15 ปีขึ้นไป พบว่าคะแนนทักษะทางการเงินโดยรวมอยู่ที่ 72.6% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม OECD ที่ 60.4% ฟังดูดี แต่เมื่อดูรายละเอียดกลับมีจุดที่ควรใส่ใจ

  • ด้านความรู้ จุดอ่อนคือ การคำนวณดอกเบี้ยและดอกเบี้ยทบต้น ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD
  • ด้านพฤติกรรม จุดอ่อนคือการจัดสรรเงิน และการไม่กู้เมื่อเงินไม่พอ
  • คนไทย 77.6% มีเงินออมเผื่อฉุกเฉิน แต่มีเพียง 23.7% ที่มีเงินสำรองพอใช้ 6 เดือนขึ้นไป
  • คนที่นำเงินไปลงทุนมีเพียง 2.2%

อีกข้อที่น่าสนใจคือ ด้านทัศนคติ คนไทยได้คะแนน 78.2% สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD มาก แต่ผลสำรวจก็ชี้ว่าผู้ใหญ่ให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงิน ขณะที่วัยรุ่นยังมุ่งที่ปัจจุบันมากกว่า นี่คือช่องว่างที่ครอบครัวช่วยเติมได้ ด้วยการชวนลูกมองเป้าหมายที่ไกลขึ้นทีละน้อย

ภาพนี้บอกเราว่า เรื่องที่ลูกของเราควรได้เรียนตั้งแต่เด็กคือดอกเบี้ยทบต้น การวางแผนใช้เงิน การมีเงินสำรอง และความรู้เรื่องการลงทุนระยะยาว

เด็กเรียนความรู้ทางการเงินจากที่ไหน

รายงาน PISA สรุปว่าเด็กเรียนเรื่องเงินได้หลายทาง ทั้งจากพ่อแม่และครอบครัว เพื่อน โรงเรียน และประสบการณ์ใช้เงินและบริการทางการเงินจริง ข้อค้นพบที่เกี่ยวกับบ้านโดยตรงคือ

  • นักเรียนที่คุยกับพ่อแม่เรื่องการใช้จ่ายของตัวเองทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน ได้คะแนนสูงกว่าคนที่ไม่เคยคุยเลย
  • นักเรียนที่ตัดสินใจเองได้ว่าจะใช้เงินของตัวเองอย่างไร ได้คะแนนสูงกว่าประมาณ 30 คะแนน
  • การมีบัญชีธนาคาร และการได้รับเงินเป็นของขวัญจากญาติหรือเพื่อน สัมพันธ์กับคะแนนที่สูงกว่า
  • นักเรียน 60% เคยซื้อของเพราะเพื่อนมี แรงกดดันจากเพื่อนจึงเป็นเรื่องที่ควรชวนคุย

นอกจากนี้ CFPB ยังเสนอว่าความสามารถทางการเงินสร้างจาก “อิฐสามก้อน” คือ ทักษะการคิดเชิงบริหาร (เช่น การควบคุมตัวเองและการวางแผน) นิสัยและบรรทัดฐานเรื่องเงิน และความรู้กับทักษะการตัดสินใจ แปลว่าความรู้อย่างเดียวไม่พอ ต้องสร้างนิสัยและการควบคุมตัวเองไปพร้อมกัน

กิจกรรมทำที่บ้าน

1. ประชุมเงินประจำสัปดาห์ (8 ปีขึ้นไป)

  1. นัดคุยกันสัปดาห์ละ 10–15 นาที
  2. ให้ลูกเล่าว่าสัปดาห์นี้ใช้เงินไปกับอะไร ชอบการตัดสินใจไหนที่สุด และเสียดายอะไร
  3. พ่อแม่เล่าการตัดสินใจเรื่องเงินของตัวเองหนึ่งเรื่อง

2. ทดลองดอกเบี้ยทบต้นด้วยเมล็ดถั่ว (9 ปีขึ้นไป)

  1. สมมติว่าเริ่มต้นมีถั่ว 100 เมล็ด และทุก “ปี” ได้เพิ่ม 10% ของที่มีอยู่
  2. ให้ลูกนับเพิ่มทีละรอบ (ปัดเศษ) และจดลงตาราง
  3. ชี้ให้เห็นว่ายิ่งนาน ส่วนที่เพิ่มยิ่งมาก แล้วลองต่อด้วย เครื่องคำนวณการออมบนเว็บของเรา

3. คำถาม “ความมั่นใจจริงไหม” (12 ปีขึ้นไป)

ก่อนลูกตัดสินใจซื้อของชิ้นใหญ่ ให้เขาทำนายว่าจะพอใจแค่ไหน แล้วกลับมาเช็กอีกครั้งหลังหนึ่งเดือน ช่วยฝึกไม่ให้มั่นใจเกินจริง

4. เรื่องของเพื่อน (10 ปีขึ้นไป)

ชวนคุยว่า “เคยอยากได้อะไรเพราะเพื่อนมีไหม” โดยไม่ตำหนิ แล้วช่วยกันคิดว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าอยากได้เพราะชอบจริง

สรุปสั้นๆ

  • Financial Literacy ตามนิยาม OECD รวมความรู้ ทักษะ และทัศนคติ ที่นำไปใช้ตัดสินใจจริง
  • PISA 2022 พบว่านักเรียนที่เก่งการเงินมีแนวโน้มออมและเปรียบเทียบราคามากกว่า
  • คนไทยได้คะแนนรวมดี แต่ยังอ่อนเรื่องดอกเบี้ยทบต้น การจัดสรรเงิน และเงินสำรอง
  • การคุยเรื่องเงินในบ้านและการให้ลูกได้ตัดสินใจเองสัมพันธ์กับความรู้ทางการเงินที่ดีกว่า

แหล่งอ้างอิง

  1. PISA 2022 Results (Volume IV): How Financially Smart Are Students? — OECD (2024)
  2. การเงินของคนไทยก้าวไปถึงไหน? เปิดผลสำรวจทักษะทางการเงิน ระดับการออม และการใช้บริการทางการเงินของคนไทย ปี 2567 — ธนาคารแห่งประเทศไทย (วารสารพระสยาม)
  3. Learn about the building blocks of financial capability — Consumer Financial Protection Bureau (CFPB)

บทความนี้จัดทำเพื่อการเรียนรู้ของครอบครัว ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุนเฉพาะบุคคล ข้อมูลและกฎเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความนี้มีประโยชน์ไหม?

ความคิดเห็น 0

← บทความทั้งหมด

บทความอื่นๆ

อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้อง

บทความสำหรับพ่อแม่

วางแผนสอนการเงินตลอดปีสำหรับครอบครัวบ้านเรียน

แผนสอนการเงิน 12 เดือนสำหรับครอบครัวบ้านเรียน ผูกกับเทศกาลและชีวิตจริง ครอบคลุมหาเงิน ใช้ ออม ลงทุน จัดการหนี้ และปกป้องตัวเอง

บทความสำหรับพ่อแม่

ปล่อยให้ลูกทำพลาดเรื่องเงินบ้าง: ความผิดพลาดเล็กๆ คือบทเรียนที่คุ้มค่า

ลูกใช้ค่าขนมหมดกับของที่พังในวันเดียว พ่อแม่ควรช่วยไหม งานวิจัยชี้ว่าการเรียนจากประสบการณ์จริงทรงพลังกว่าคำสอน ถ้ามีพ่อแม่เป็นตาข่ายรองรับ

บทความสำหรับพ่อแม่

การทดลองมาร์ชเมลโลว์กับการรู้จักรอคอย: บทเรียนและข้อควรระวังในการตีความ

การทดลองมาร์ชเมลโลว์มักถูกเล่าว่าเด็กที่รอได้จะประสบความสำเร็จ แต่งานวิจัยใหม่ชี้ว่าเรื่องนี้ซับซ้อนกว่านั้น และความไว้ใจในบ้านก็สำคัญ