การแบ่งปันและการบริจาค: ใช้เงินเพื่อผู้อื่นอย่างมีความหมาย
👁 1 ครั้ง ❤️ 0 💬 0 ↗️ 0 แชร์
ซีรีส์การเงินสำหรับเด็กของเราพูดถึงการหาเงิน การออม การลงทุน และการรู้ทันภัยมาหลายตอน ตอนสุดท้ายนี้ขอพูดถึงอีกด้านหนึ่งของเงินที่มักถูกมองข้าม นั่นคือ การใช้เงินเพื่อผู้อื่น
อิสรภาพทางการเงินที่เราอยากให้ลูกไปถึง ไม่ได้หมายถึงการมีเงินมากพอสำหรับตัวเองเท่านั้น แต่รวมถึงการมีเหลือพอที่จะช่วยคนอื่นได้โดยไม่เดือดร้อน เด็กที่ได้ฝึกแบ่งปันตั้งแต่เล็กจะเรียนรู้ว่าเงินเป็นเครื่องมือสร้างความสุขได้หลายทาง และคุณค่าของตัวเองไม่ได้วัดจากสิ่งที่ครอบครอง
บทความนี้รวบรวมสิ่งที่งานวิจัยบอกเกี่ยวกับการให้ วิธีทำให้การแบ่งปันมีความหมาย และวิธีตรวจสอบก่อนบริจาค เพราะความใจดีก็ต้องมาพร้อมความรอบคอบ
งานวิจัยบอกอะไรเรื่องการให้กับความสุข
เด็กเล็กมากก็มีความสุขเมื่อได้ให้
งานวิจัยของ Aknin, Hamlin และ Dunn จากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE ปี 2555 ศึกษาเด็กวัยก่อนสองขวบ โดยสังเกตสีหน้าขณะที่เด็กได้รับขนมและให้ขนมกับตุ๊กตาหุ่นมือ ผลคือเด็กดูมีความสุขมากกว่าเมื่อได้ให้ขนมผู้อื่นเทียบกับตอนได้รับขนมเอง และที่น่าสนใจคือ เด็กมีความสุขมากกว่าเมื่อ ให้ขนมของตัวเอง เทียบกับการให้ขนมชิ้นเดียวกันที่ไม่ได้เป็นของตัวเอง
ผู้ใหญ่ก็เช่นกัน แต่ผลอาจไม่ได้ใหญ่อย่างที่คิด
งานวิจัยของ Dunn, Aknin และ Norton ปี 2551 พบว่าคนที่ถูกสุ่มให้ใช้เงินกับผู้อื่นมีความสุขมากกว่าคนที่ถูกสุ่มให้ใช้เงินกับตัวเอง แต่การทดลองนั้นมีผู้เข้าร่วมเพียง 46 คน ต่อมามีทีมวิจัยทำซ้ำกับผู้เข้าร่วม 133 คน เมื่อใช้วิธีวิเคราะห์แบบเดิมไม่พบความแตกต่างที่มีนัยสำคัญ แต่เมื่อวัดด้วยคำถามที่ถามความสุขโดยตรงหลังใช้เงิน กลับพบผลในทิศทางเดียวกับงานเดิม
สรุปอย่างซื่อสัตย์คือ หลักฐานชี้ว่าการให้มีแนวโน้มทำให้มีความสุข แต่อาจไม่ใช่ "สูตรวิเศษ" เราจึงไม่ควรสอนลูกว่าให้แล้วจะมีความสุขเสมอ แต่ควรสอนว่าการให้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง และลองสังเกตความรู้สึกของตัวเองดู
ให้อย่างไรให้มีความหมาย
- ให้ลูกเลือกเรื่องที่ห่วงใยเอง: สัตว์จรจัด เด็กที่ขาดโอกาส สิ่งแวดล้อม หรือผู้สูงอายุในชุมชน เมื่อเป็นเรื่องที่ลูกแคร์จริง การให้จะมาจากใจ
- ให้จากเงินของลูกเอง: งานวิจัยในเด็กเล็กข้างต้นชี้ว่าการให้ของที่เป็นของตัวเองสัมพันธ์กับความสุขมากกว่า ลองให้ลูกแบ่งส่วนหนึ่งจากค่าขนมหรือรายได้จากร้านเล็กๆ ของตัวเอง
- ให้ได้มากกว่าเงิน: เวลา แรงงาน ทักษะ เช่น สอนการบ้านน้องในชุมชน ช่วยงานวัดหรือมูลนิธิ ทำเว็บไซต์ให้กลุ่มอาสา
- ให้แล้วตามดูผล: ถ้าเป็นไปได้ ให้ลูกเห็นว่าเงินหรือแรงของเขาไปช่วยอะไร เช่น ไปส่งของด้วยตัวเอง หรืออ่านรายงานขององค์กร
- ให้อย่างพอดี: การแบ่งปันไม่ควรทำให้ตัวเองเดือดร้อน ตั้งสัดส่วนที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น
ใจดีแต่ต้องรอบคอบ: ตรวจสอบก่อนบริจาค
น่าเศร้าที่มิจฉาชีพบางกลุ่มใช้ความใจดีของคนเป็นเครื่องมือ เช่น เพจปลอมที่ขอรับบริจาคช่วยผู้ประสบภัย หรือเรื่องเล่าที่เร้าอารมณ์เกินจริงแล้วให้โอนเข้าบัญชีส่วนตัว สอนลูกให้ถามตัวเองก่อนบริจาคทุกครั้ง
- องค์กรนี้มีตัวตนจริงไหม มีที่อยู่ ช่องทางติดต่อ และประวัติการทำงานที่ตรวจสอบได้หรือเปล่า
- บัญชีรับเงินเป็นชื่อองค์กรหรือชื่อบุคคล ถ้าเป็นชื่อบุคคลต้องระวังเป็นพิเศษ
- มีการรายงานการใช้เงินไหม
- เร่งเร้าให้โอนทันทีหรือเปล่า ความเร่งรีบเป็นสัญญาณเตือนเช่นเดียวกับกลโกงอื่นๆ
อีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยตรวจสอบได้คือเว็บไซต์กรมสรรพากร ซึ่งรวบรวมรายชื่อมูลนิธิและสถานสาธารณกุศลที่เงินบริจาคสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ รวมถึงระบบตรวจสอบเงินบริจาคของตนเอง (e-Donation) การที่องค์กรอยู่ในรายชื่อนี้ไม่ได้รับประกันทุกอย่าง แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการตรวจสอบ ส่วนรายละเอียดเรื่องสิทธิลดหย่อนภาษี ผู้ใหญ่ในบ้านควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรโดยตรง
สร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันในครอบครัวบ้านเรียน
ครอบครัวบ้านเรียนมีข้อได้เปรียบคือเวลาที่ยืดหยุ่น เราเปลี่ยนการแบ่งปันให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรได้ เช่น โครงงานสำรวจปัญหาในชุมชน การคำนวณงบประมาณสำหรับกิจกรรมช่วยเหลือ หรือการเขียนจดหมายขอบคุณ ทั้งหมดนี้ฝึกทั้งคณิตศาสตร์ ภาษา และความเห็นอกเห็นใจไปพร้อมกัน
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพ่อแม่ทำให้ดู เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่เห็นมากกว่าสิ่งที่ได้ยิน เมื่อลูกเห็นพ่อแม่แบ่งปันอย่างสม่ำเสมอและรอบคอบ ลูกก็จะซึมซับเป็นนิสัยของตัวเอง
กิจกรรมทำที่บ้าน
ขนมแบ่งเพื่อน (3–6 ปี)
- ให้ลูกเลือกขนมของตัวเองหนึ่งชิ้นไปแบ่งให้เพื่อนหรือคนในบ้าน
- หลังจากนั้นถามลูกว่า "ตอนให้ รู้สึกอย่างไร" "คนที่ได้รับทำหน้าอย่างไร"
- ชมที่ความตั้งใจ ไม่ใช่ที่จำนวน
กระปุกแบ่งปันพร้อมเป้าหมาย (7–12 ปี)
- ให้ลูกเลือกเรื่องที่อยากช่วยหนึ่งเรื่อง แล้วหาข้อมูลองค์กรที่ทำเรื่องนั้นด้วยกัน
- ตรวจสอบองค์กรตาม 4 คำถามข้างบน
- ตั้งเป้าหมาย เช่น "เก็บให้ได้ 200 บาทใน 3 เดือน" แบ่งจากค่าขนมทุกสัปดาห์
- เมื่อครบ ไปมอบด้วยตัวเองถ้าทำได้ และให้ลูกเล่าให้ครอบครัวฟังว่าเงินไปช่วยอะไร
โครงการแบ่งปันของวัยรุ่น (13–18 ปี)
- ให้วัยรุ่นออกแบบโครงการเล็กๆ เช่น ระดมของใช้ให้บ้านพักคนชรา หรือสอนเด็กในชุมชน
- เขียนแผน งบประมาณ และวิธีวัดผล
- ทำบัญชีรายรับรายจ่ายของโครงการอย่างโปร่งใส แล้วรายงานให้ผู้สนับสนุนทราบ
- สรุปบทเรียน: ความยากคืออะไร ครั้งหน้าจะช่วยได้ดีขึ้นอย่างไร
สรุปสั้นๆ
- อิสรภาพทางการเงินรวมถึงการมีเหลือพอที่จะช่วยผู้อื่นโดยไม่เดือดร้อน
- งานวิจัยพบว่าเด็กวัยก่อนสองขวบดูมีความสุขเมื่อได้ให้ โดยเฉพาะเมื่อให้ของของตัวเอง ส่วนผลในผู้ใหญ่มีหลักฐานสนับสนุนแต่ไม่หนักแน่นเท่าที่เคยคิด
- ให้ลูกเลือกเรื่องที่แคร์ ให้จากเงินของตัวเอง และให้ได้ทั้งเงิน เวลา และทักษะ
- ตรวจสอบองค์กรก่อนบริจาคทุกครั้ง และระวังการเร่งเร้าให้โอนเข้าบัญชีบุคคล
แหล่งอ้างอิง
- Giving Leads to Happiness in Young Children (Aknin, Hamlin & Dunn, 2012) — PLOS ONE
- Prosocial spending encourages happiness: A replication of the only experiment reported in Dunn, Aknin, and Norton (2008) — PLOS ONE / PubMed Central
- รายชื่อมูลนิธิ สถานสาธารณกุศล ที่สามารถหักลดหย่อนเงินบริจาคได้ — กรมสรรพากร
บทความนี้จัดทำเพื่อการเรียนรู้ของครอบครัว ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุนเฉพาะบุคคล ข้อมูลและกฎเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
บทความนี้มีประโยชน์ไหม?
ความคิดเห็น 0
เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิกชุมชนฟรี เพื่อแสดงความคิดเห็น